รุ่นพี่สถาปนิกลาดกระบัง

บทสัมภาษณ์ รุ่นพี่สถ.

สถาปนิกลาดกระบัง


พี่เอ๊ด

พี่เอ๊ด เป็นรุ่นพี่ของเรา รุ่นที่ 22  จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  ภาควิชาสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ที่จบมาแล้ว 12 ปีค่ะ

จากการแนะนำของพี่ดัมพ์พี่รหัสของหนูรุ่น 30 (ขอขอบคุณเฮียมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)ซึ่งรู้จักกันกับพี่เอ๊ด  เราจึงได้มีโอกาสได้รู้จักและได้มาสัมภาษณ์รุ่นพี่ที่ห่างกันขนาดนี้ได้ค่ะ  เรานัดเจอกับพี่เอ๊ดเวลา 11.00น.ที่ร้านMacdonald ณ คาร์ฟูร์สาขาสุขาภิบาล3 ข้างๆHome Proและโรงเรียนนานาชาติ RAIS ค่ะ

เรามาทำความรู้จักกับพี่เอ๊ดกันค่ะ :]

1  ประวัติส่วนตัวเล็กน้อย

พี่เอ๊ด หรือ พี่อาณาจักร หลักชัย รหัสนักศึกษา 37025145  รุ่น22

ตอนนี้อายุ 34 ปีค่ะ (หน้าเด็กมาก!! 55)

2. ทำงาน

เมื่อเรียนจบ เมื่อปีพ.ศ.2542  ก็เริ่มทำงานเลยค่ะ

โดยทำงานมาแล้ว 4 บริษัทได้แก่

1. Plan Consultant

2.  องศาสถาปนิก

3. Boonnak Architect

4. I S M

ส่วนตอนนี้เป็น Freelance รับงานอิสระค่ะ


3. Style การออกแบบของพี่เอ๊ด

เป็น style Tropical ถึงแม้จะเป็นการออกแบบแนว Modern หรือแนวอื่นๆก็จะเป็นในรูปแบบ Style Tropical ค่ะ เนื่องจากเหตุผลปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศต่างๆของประเทศไทยที่เป็นประเทศในแถบร้อนชื้น

4.  อุปสรรคในการทำงาน

อุปสรรคหลักๆก็คือ ตัวเราเอง   เพราะ”เราไม่รู้” ไม่รู้ว่าผู้ร่วมงานหรือลูกค้านั้นดีหรือไม่ เข้ากับเราได้หรือไม่  ร่วมงานด้วยกันแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป  ไม่รู้อนาคตที่จะเกิดขึ้น  และไม่รู้ว่างานจะออกมาเป็นอย่างไรเพราะงานไม่ได้ทำกันแป๊ปๆ ใช้เวลาเป็นปี

ถ้าเราได้รู้อะไรบ้าง อุปสรรคต่างๆจะน้อยลง เป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไปอีกขั้น   เมื่อเราเจออุปสรรคและผ่านพ้นมันไปได้มันจะทำให้เราได้เรียนรู้และเป็นประสบการณ์สอนเราเอง เราจะรู้ว่าเมื่อมาถึง step นี้แล้ว step ต่อไปควรจะไปในทางไหนต่อไป

5.  คิดเห็นอย่างไรกับจรรยาบรรณวิชาชีพคะพี่เอ๊ด

คำว่า “จรรยาบรรณ” จะต้องมีอยู่แล้วในอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

จรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักถึงก่อนเป็นอย่างแรก  การทำงานประกอบอาชีพได้ดีมีคุณภาพและเจริญรุ่งเรืองได้นั้นเราจะต้องมี จรรยาบรรณ  มีความซื่อสัตย์ในหน้าที่การงานด้วย   นอกเหนือจากการที่เราเก่งมีความรู้ความสามารถแล้ว  เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้(สถาปนิก) การกระทำของเราอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติของคนในชุมชนที่มีต่อ อาชีพสถาปนิกได้

การออกแบบอาคารแต่ละชิ้นนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าอยากให้งานออกมาสวยเจ๋งอย่างเดียว  อยากจะสร้างอะไรให้เค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีที่เหมาะสมดีกว่า แล้วเค้าจะเห็นความตั้งใจความจริงใจของเราและก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อไป

6.  แล้วคิดอย่างไรกับการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมคะ

ในทุกๆวิชาชีพก็ควรจะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เพราะเราพึ่งพาธรรมชาติกันทุกคนมาตลอด

ดังนั้นการออกแบบก็ควรจะเคารพสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้น และพี่คิดว่าการปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่นในบริเวณจะดีกว่า Green Building (ปลูกต้นไม้บนอาคาร) เสียอีกทั้งได้ความเป็นธรรมชาติและปัญหาที่น้อยกว่า

แต่ การออกแบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเพียงผู้เดียว  ต้องขึ้นกับวิศวะ  สิ่งแวดล้อม เพื่อนบ้านต่างๆ  ความต้องการและความคิดของลูกค้าก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากถ้าเค้าไม่เอาเราก็ขัด เค้าไม่ได้  …สถาปนิกเป็นเพียงผู้นำเสนอ

7.  ข้อคิดในการทำงาน

ให้ทำให้ดีที่สุด อย่าคิดอะไรไปเอง  และอย่าไปทำร้ายจิตสำนึกของตนเองด้วยการคิดไปเอง  อันไหนที่ไม่ใช่ตัวเราก็อย่าไปฝืนถอยออกมาจะดีกว่า

เวลา ทำงานต้องเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุดแล้วนำไปประมวลผล แล้วจึงทำ แต่ต้องระมัดระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ทุกอย่างข้างหน้าเป็นความจริง  ออกแบบจริง และมีผลต่อการเป็นอยู่ของคน เราต้องเผชิญอะไรใหม่ๆไม่รู้จบตลอดการประกอบอาชีพ

…ถ้าเรารักอาชีพนี้เราก็จะ Happy กับการทำงาน

ที่สำคัญควรจะค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าคิดว่าตัวเองรู้แล้ว   ทำตัวAlert และ Active  หมั่นหาอะไรดีๆใส่ตัวเองเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง  ^^

8.  สุดท้ายแล้ว ฝากอะไรถึงน้องๆในคณะคะ

อย่าเอาแต่ทำงานอย่างเดียว หูตาต้องกว้าง ต้องหมั่นหาความรู้ กระตือรือร้น และช่างสังเกต

ขอให้น้องๆเป็นคนดี ทำในสิ่งที่ดี มีทัศนคติที่ดี  และซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ

การ ทำงาน “การก้าวกระโดด” ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ มันขึ้นกับความรู้และวุฒิภาวะความสามารถของเราเองต่างหาก  ต้องแกร่งมากๆจึงจะกระโดดต่อขึ้นไปได้  ไม่งั้นจะหล่นลงมาเจ็บตัว

…ถ้าเรารักอาชีพนี้เราก็จะ Happy กับการทำงาน

ที่สำคัญควรจะค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าคิดว่าตัวเองรู้แล้ว   ทำตัวAlert และ Active  หมั่นหาอะไรดีๆใส่ตัวเองเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง  ^^

9.  ผลงานของพี่เอ๊ดค่ะ

บ้านบางแค

บ้านปิ่นเกล้า

บ้านอุดมสุข

บ้านอุดมสุข

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณพี่เอ๊ดค่ะ ที่ได้สละเวลาในการสัมภาษณ์แก่น้อง

และขอขอบคุณอาจารย์ไก่ที่มีAssignment ดีๆและมีประโยชน์ของวิชา Professional Practice ปี5ค่า ^^

 

1    ประวัติส่วนตัวเล็กน้อย

พี่เอ๊ด หรือ พี่อาณาจักร หลักชัย รหัสนักศึกษา 37025145  รุ่น22

ตอนนี้อายุ 34 ปีค่ะ (หน้าเด็กมาก!! 55)

2. ทำงาน

เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เมื่อปีพ.ศ.2542 ก็เริ่มทำงานเลยค่ะ โดยทำงานมาแล้ว 4 บริษัทได้แก่

1. Plan Consultant

2. องศาสถาปนิก

3. Boonnak Architect

4. I S M

Colonial Style (สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล)

Colonial Style   (สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล)

” colonial = colony architecture
“ สถาปัตยกรรมที่มาจากการเข้าไปยึดครองของฝรั่ง
เกิดเป็นการสร้างบ้านแบบฝรั่งผสมกับท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคม

Colonial Style ในต่างประเทศ


Colony แปลว่า อาณานิคม เมืองขึ้น หรือหัวเมืองประเทศราช

ส่วน Colonial เป็นคำ adjective แปลว่า เกี่ยวกับอาณานิคม ดังนั้นคำว่า Colonial Style จึงหมายถึงศิลปะแบบอาณานิคม  ซึ่งในยุคล่าอาณานิคมมหาอำนาจชาวตะวันตก เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ ได้เข้ามาปลูกสร้างอาคารต่างๆเอาไว้ในเมืองขึ้นของตน สรุปคร่าวๆ ก็คือ Colonial Style เป็นศิลปะแบบตะวันตกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคม ซึ่งพบเห็นได้ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรา
แต่สำหรับ “สยาม” เราไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร ถึงกระนั้นสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้นก็เข้ามายังสยามด้วยเหมือนกัน  รูปแบบของสถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะผสมผสาน Colonial style ของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่ละพื้นที่จะได้รับอิทธิพลของช่างพื้นถิ่นเข้าไปผสมอยู่ด้วย

Colonial Style ในกรุงเทพฯ


สถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลสไตล์เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เริ่มแพร่ขยายเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5-6  ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นมักจะเรียกกันอย่างติดปากว่า  “ตึกฝรั่ง”

ซึ่งรูปแบบของอาคารแบบโคโลเนียลนั้นจะมีความหลากหลายตามอิทธิพลที่มาจากต่างแหล่งกลุ่มชนกัน  เนื่องจากในเบื้องต้นนั้น รูปแบบโคโลเนียล ก็คือ การนำเอาสถาปัตยกรรมของประเทศแม่ไปก่อสร้างในดินแดนอาณานิคม แล้วจึงค่อยปรับรูปแบบสู่ลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามสภาพอากาศในแต่ละพื้นถิ่น  ดังนั้นอาคารรูปแบบนี้จึงสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า เป็น “สถาปัตยกรรมอาณานิคม ”  ดังตัวอย่างอาคารโคโลเนียลหลายหลังที่ยังคงมีลักษณะของอิทธิพลคลาสสิคอยู่ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มโรแมนติค เช่น อาคารที่มีการประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุ ที่เรียกกันว่า “เรือนขนมปังขิง”   ซึ่งรูปแบบโคโลเนียลนี้ในช่วงแรกได้เข้ามาพร้อมกับกลุ่มมิชชันนารี ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนอาณานิคมและดินแดนใกล้เคียง จึงสามารถจัดรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบมัชชันนารี ( Mission Style ) ให้เข้าไว้ในกลุ่มนี้ได้ด้วย

เรามักอนุโลมเรียกบ้านเรือนที่ปลูกสร้างโดยชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมว่าเป็น “ศิลปะแบบอาณานิคม” หรือ “อาคารแบบโคโลเนียล” (Colonial Style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ด้านหน้าของอาคารชั้นล่างมักทำช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่” หมายถึงทางเดินกว้างห้าฟุต
นอกจากอาเขตแล้ว อาคารแบบโคโลเนียลยังอาจนำลวดลายบางอย่างของศิลปะตะวันตกสมัยกรีก โรมัน ที่เรียกว่า “สมัยคลาสสิก” มาใช้ใหม่ เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบโยนิก หรือไอโอนิก (แบบม้วนก้นหอย) และคอรินเทียน (มีใบไม้ขนาดใหญ่ประดับ) เป็นต้น ทำให้นักวิชาการบางท่านซึ่งไม่ชอบคำว่าสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เพราะมีลักษณะของการกดขี่แฝงอยู่ เลี่ยงมาใช้คำว่า “นีโอคลาสสิก”แทน เนื่องจากเป็นคำกลางๆที่ใช้เรียกงานศิลปะซึ่งนำรูปแบบคลาสสิกกลับมาใช้อีกครั้ง

รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ มักมีลักษณะเด่นในการออกแบบรูปทรงอาคารดังนี้

1. รูปทรงอาคารเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบสมมาตร (square and symmetrical shape)

2.มีการเน้นประตูทางเข้าที่กึ่งกลางอาคาร (central door)

3. มีการใช้ชุดเสาสูงเป็นแนวรับชายคากว้าง (colonnade) ป้องกันแดด ลม ฝน และเป็นซุ้ม เพื่อเน้นบริเวณทางเข้า-ออก

4. มีการออกแบบแนวเส้นประตูหน้าต่างของบ้านให้เป็นระเบียบในแนวเดียวกัน ผนังส่วนใหญ่เป็นผนังไม้ตีซ้อนเกล็ด สลับไปกับโครงสร้างปูน อาจประดับตกแต่ง ด้วยบัวปูนปั้นรอบชายคา บัวหัวเสา หรือรอบกรอบหน้าต่าง

5. มีระเบียงโดยรอบ

Colonial Style ในกรุงเทพฯ

Colonial Style ในกรุงเทพฯ


“สไตล์โคโลเนียล โดยตัวมันเองก็เป็นการผสมความต่างระหว่างชาติตะวันตกกับท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่แถบนี้

ยังมีแอฟริกา จีน และอินเดีย อีกด้วย

ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพล Colonial Style

French colonial ที่ลาว

French colonial ที่เวียตนาม

French colonial ที่กัมพูชา

British Colonial ที่พม่า

ลองมา ดู 1 ตัวอย่างประเทศไกลๆอย่างบราซิล

Paraty หมู่บ้านประวัติศาสตร์เล็ก ๆ บนชายฝั่งประเทศบราซิล เป็นเมืองอาณานิคมของโปรตุเกส


ตัวอย่างอาคาร Colonial Style ในประเทศไทย

1. The Eugenia

ประเภทอาคาร : โรงแรม

สถานที่ตั้ง : ซอยสุขุมวิท 31  กรุงเทพฯ

เจ้าของโครงการ :   Yu-Ching Yeh หรือ Eugene   เป็นดีไซเนอร์ชาวไต้หวัน

จำนวนห้องพัก :   12ห้อง

ราคาห้องพัก :   5,800-7,200 บาท

เปิดบริการ : ปี พ.ศ.2549

รางวัล : นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง “Conde Nast Traveller” ยกให้โรงแรมแห่งนี้ เป็น 1 ใน Hot List ประจำปี 2007

อาคาร 3 ชั้น สีนวลดูโดดเด่นด้วยต้นปาล์ม 2 ต้นตั้งตระหง่านหน้าบ้าน  ดูแตกต่างจากอาคารบ้านเรือน ร้านค้า และออฟฟิตต่างๆสไตล์ Modernในบริเวณใกล้เคียง  ด้วยจั่วหลังคาและตึกสไตล์ยุโรปโบราณ ที่ดูแปลกตา ให้อารมณ์ราวกับบ้านพักตากอากาศของคหบดีชาติตะวันตก ในยุคอาณานิคม  เป็นโรงแรมที่อบอวลด้วยความสุนทรีย์แห่งการประสานศิลป์จากฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกตามสไตล์โคโลเนียล

ภายในล้วนมีแต่เฟอร์นิเจอร์วินเทจ (Vintage) ในยุคโคโลเนียล   และเกือบทุกชิ้นล้วนเป็นของเก่าของสะสม ซึ่งยูจิน เพียรเสาะแสวงหามาสะสมจากหลากหลายประเทศตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี  ซึ่งได้แก่ โซฟาหนังจากเบลเยียม ตู้เย็นไม้จากบราซิล เตียงสไตล์บริติชโคโลเนียลจากเบลเยียม ผ้าทอพื้นเมืองสไตล์แอฟริกัน ประตูไม้เก่าจากอินเดีย กรอบประตูจากซานฟราน ซิสโก เก้าอี้โบราณจากกัมพูชา โต๊ะเก่าจากนิวยอร์ก บันทึกโบราณจากพม่า โคมไฟจากอินเดีย เก้าอี้เก่าจากจีนที่ตกทอด มาจากพ่อของเขา ฯลฯ
บรรจุ “ความโบราณ” ลงในรายละเอียดต่างๆ  เช่น  สวิตช์ไฟเก่าแบบที่มักเห็นตามพระที่นั่งในยุครัชกาลที่ 5-6 ร่วม 300 ชิ้นที่ใช้ในโรงแรม เจ้าของต้องลงแรงไปรื้อสต็อกและเก็บสะสมมาจากโรงงานหลายแห่งในเยาวราช หรืออ่าง อาบน้ำอะลูมิเนียมสไตล์วิกตอเรียนก็ต้องลงทุนไปจ้างช่างฝีมือชาวอินโดนีเซียสร้างเลียนแบบของเก่า หรือพื้นไม้ก็ไปซื้อไม้ที่เป็นบ้านเก่าของชาวนาทางภาคเหนือของไทย เป็นต้น
กระทั่งรถที่ใช้รับ-ส่งแขกของโรงแรม   เจ้าของยังเลือกใช้รถคลาสสิกอย่าง Mercedes Ponton 220S ปี 1958 และ Mercedes postwar 220 ปี 1964 หรือ Jaguar MK VII ปี 1953 และ Jaguar S-type ปี 1964 หรือจะเป็น Daimler Limousine รุ่น DS 420 ปี 1971 เป็นต้น

2. โรงแรม “ปิง นครา”

ประเภทอาคาร : โรงแรม

สถานที่ตั้ง : ถนนเจริญประเทศ  จ.เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ     :    คุณชัยรัตน์ อัศวางกูร

จำนวนห้องพัก :    19 ห้อง

ราคาห้องพัก :    4,900-6,900 บาท

ระยะเวลาในการก่อสร้าง :  ประมาณ 5 ปี

รางวัล : รางวัล  ‘Recommended Designed Hotel Award’ และรางวัล ‘Architecture Excellence Award’ จากสมาคมสถาปนิกล้านนาฯ

โรงแรมปิงนครา มีจุดเด่นคือสีขาวของอาคาร ลายฉลุบนเนื้อไม้แบบล้านนา ที่สามารถมีเรื่องราวเล่าประกอบได้ไม่รู้จบ เช่น ลายสลักรูปช้างลากซุงสะท้อนถึงอดีตที่เชียงใหม่หรือเขตแม่น้ำปิงในบริเวณตั้งแต่วัดเกตุไล่ลงมาถึงวัดชัยมงคลเป็นที่มีช้างล้างซุงไม้สัก

โรงแรมปิงนคราฯ เป็นโรงแรมบูติกที่มีสไตล์โดดเด่น มีห้องพัก  19 ห้อง  เป็น Deluxe 8 ห้อง Grande Deluxe 7 ห้อง Grande Deluxe with Jacuzzi 4 ห้อง

3. Spanish Colonial House style

ประเภทอาคาร : บ้านพักอาศัยริมทะเล

ลักษณะอาคาร :   บ้านหรู 2 ชั้น  3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ

สถานที่ตั้ง : อ.เมือง จ.ภูเกต

ราคา :   25,800,000บาท

พื้นที่รวมทั้งหมดของที่ดิน :  522 sq.m.

พื้นที่รวมทั้งหมดของบ้าน :   420 sq.m.

4.อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่

ประเภทอาคาร : ศูนย์การสอนภาษาอังกฤษ

สถานที่ตั้ง : 198 ถนนบำรุงราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000

ผู้ครอบครอง :   บริติชเคานซิล เช่าจาก คุณชาตรี ชัยมงคล

รางวัล : รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก’ 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล

สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ยกย่อง บริติช เคานซิล องค์กรเพื่อโอกาสทางการศึกษาและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจากสหราชอาณาจักร ให้อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 ไว้เป็นอย่างดี

บริติช เคานซิล เชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคามะนิลา รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโคโลเนียล  อาคารหลังนี้ก่อสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วง พ.ศ. 2480 เดิมเคยเป็นอาคารที่ทำการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงใหม่ ซึ่งยังมีหลักฐานคือตู้เซฟ มีตราประทับว่า London Queen Victoria ยังคงอยู่ในอาคาร ต่อมาเมื่อธนาคารได้ย้ายไปอาคารก็ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง จนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บริติช เคานซิล ได้เช่าอาคารนี้จากเจ้าของ คือคุณชาตรี ชัยมงคล และได้ใช้เป็นอาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ มาจนปัจจุบัน
บริติช เคานซิล ได้ดูแลรักษาอาคารนี้เป็นอย่างดี และได้ออกแบบปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยมีแนวคิดรักษารูปแบบภายนอกไว้ตามเดิม แต่ตกแต่งปรับปรุงภายในให้ทันสมัยขึ้น และเหมาะสมต่อการใช้สอยในปัจจุบัน

5. ตำหนักริมน้ำ ธนาคารแห่งประเทศไทย

River Pavilion, Bank of Thailand

สถานที่ตั้ง : ธนาคารแห่งประเทศไทย  273 ถนนามเสน  เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ผู้ออกแบบ :   นายเอมิลิโอ โจวานนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) วิศวกรชาวอิตาลี

ผู้ครอบครอง :   ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2457

ตำหนักริมน้ำ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยก่อสร้างยื่นออกไปในแม่น้ำ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตวังเทวะเวสม์  ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย  ตัวอาคารเป็นเรือนไม้  รูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล   ผนังตกแต่งด้วยการตีคิ้วไม้แบ่งผนังเป็นช่วงจังหวะ  ตัวเรือนมีหน้าต่างโดยรอบ ด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นระเบียงอยู่หลังช่วงเสาลอยติดตั้งแผงกันแดดเกล็ดไม้โปร่ง รับด้วยไม้ฉลุตกแต่ง  บรรยากาศของเรือนดูโปร่งสบายและกะทัดรัดสวยงาม

ตามประวัติ  ตำหนักนี้เคยเป็นที่ประทับของพระธิดาพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  เสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงการต่างประเทศในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระธิดาพระองค์นี้ประชวรเป็นโรคติดต่อจึงได้จัดให้ประทับที่ตำหนักแยกต่างหาก  หลังจากพระองค์ท่านสิ้นพระชนมม์  เรือนก็ถูกทิ้งร้าง  ต่อมาได้ใช้เป็นทำการกองมาลาเรียของกระทรางสาธารณสุข  จนปี 2539 จึงได้โอนมาเป็นส่วนหนึ่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ซึ่งได้ดำเนินการบูรณะเพื่อใช้เป็นเรือนรับรองและจัดเลี้ยงมาจนปัจจุบัน

6. โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลิน โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย

(Ursulin Church and Convent, Mater Dei School)

ประเภทอาคาร : โรงเรียน

สถานที่ตั้ง : ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :   โรงเรียนมาแตร์เดอี

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469

โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2469  โดยคุณแม่มารี เบอร์นาร์ด มองแซล ส่วนโบราณสถานสำคัญในบริเวณโรงเรียน คือ โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลินนั้น ได้ตั้งอยู่ในที่ดินก่อนแล้วและไม่ทราบประวัติการก่อสร้างหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของเดิมของอาคารแต่อย่างใด

รูปแบบของอาคารก็มีคุณค่าในตัวเอง โดยลักษณะสถาปัตยกรรมแบบดัทช์โคโลเนียล เป็นอาคารไม้หลังคาจั่ว ช่วงกลางเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น และปีกซ้ายเป็นหอคอยสูง 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้อง ที่พิเศษคือหลังคาหอคอยด้านซ้ายมุงกระเบื้องเป็นลวดลายรูปไม้กางเขน หน้าจั่วตกแต่งด้วยไม้ฉลุ     อาคารนี้นับเป็นอาคารหลังแรกของโรงเรียนที่เคยใช้บางส่วนเป็นห้องนอนนักเรียนประจำ  ปัจจุบันใช้เป็นโบสถ์ เป็นที่พักอาศัยของแม่ชี เป็นห้องพยาบาล และเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และทรงเคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนนี้ในปี พ.ศ. 2475

7. สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

(The Dutch Embassy Residence)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต

สถานที่ตั้ง : 106  ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์
บ้านพักเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ตัวอาคาร 2 ชั้น หลังคาจั่ว  และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูง 3 ชั้นลักษณะเด่นคือหลังคาที่มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย และการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว     บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรังเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาใน พ.ศ. 2456 ดร.ปัวส์ได้ย้ายไป พระองค์เจ้าบวรเดชจึงทรงเป็นเจ้าของสืบต่อมา หลังจากนั้นในปี 2476 พระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศแต่บ้านยังสืบทอดมาในสายตระกูลของท่านและเคยใช้เป็นที่อยู่ของบาทหลวงคาทอลิก  เป็นที่ตั้งสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ  และที่อยู่ของทหารอังกฤษในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงคราม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ซื้อบ้านหลังนี้ในปี พ.ศ. 2491  เพื่อใช้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพียงสถานกงสุลมาตลอด

8. สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ

(British Embassy)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต

สถานที่ตั้ง : ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ

ผู้ออกแบบ :   นายวิลเลียม อัลเฟรด เร วูด (William Alfred Rae Wood)

ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ  ตั้งอยู่ ณ ถนนวิทยุ บนที่ดินที่สถานกงสุลอังกฤษได้ซื้อจากนายเลิศ (พระยาภักดีนรเศรษฐ)  เมื่อปี พ.ศ 2465  จากนั้นก็ได้ดำเนินการออกแบบอาคารโดย นาย ดับเบิลยู. เอ. อาร์. วูด  รองกงสุล เป็นผู้วางแนวทางในการออกแบบ และ The British Ministry of Worksประเทศอังกฤษ ออกแบบและรายละเอียด

การก่อสร้างอาคารเริ่มในปี 2466 แล้วเสร็จในปี 2469  ในสมัยที่เซอร์ โรเบิร์ต เกรก เป็นกงสุลใหญ่ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมโคโลเนียลผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขกลาง ที่จั่วมุกกลางประดับตราแผ่นดินอังกฤษ ออกแบบโดยเน้นความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างและช่องระบายอากาศ การตกแต่งเป็นปูนปั้น และไม้ฉลุ ภาพรวมดูสง่างาม มั่นคง และภูมิฐาน อาคารนี้ชั้นล่างใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ชั้นบนเป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต  ซึ่งเป็นการใช้สอยที่สืบเนื่องมาตลอดตั้งแต่แรกสร้างอาคาร

9. หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

( Chiang Mai Hall of Art and Culture)

สถานที่ตั้ง : ถนนพระปกเกล้า  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ครอบครอง :   เทศบาลนครเชียงใหม่

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2467

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นสะดือเมืองครั้งสมัยพญามังราย และเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิล ก่อนที่พระเจ้าติโลกราชจะโปรดให้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวงต่อมาในสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ได้ย้ายหอคำมา ณ ที่นี้ เรียกว่า คุ้มกลางเวียง  เมื่อเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัย  หอคำและที่ดินจึงตกแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  ซึ่งต่อมาได้ประทานให้เป็นศาลารัฐบาลหรือที่ทำการรัฐบาลเคยใช้เป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับจนศาลากลางย้ายไปในปี 2539  ต่อมาในปี พ.ศ. 2540  เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เข้ามาปรับปรุงเพื่อใช้เป็นหอศิลปวัฒนธรรม

ตัวอาคารก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 เป็นอาคารแบบโคโลเนียล  ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมลานโล่ง 2 ลาน ทางด้านหน้าและลานใหญ่ทางด้านหลัง ทางเข้าอยู่กึ่งกลางด้านหน้า  ภายใต้ส่วนที่เป็นระเบียงยื่นจากชั้นบน เหนือระเบียงนี้เป็นมุขหลังคาจั่วอิทธิพลนีโอปัลลาเดียน  หน้าจั่วประดับตราครุฑ  อันสืบเนื่องมาจากการที่อาคารนี้เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัด  หลังคามุงกระเบื้องว่าว  ภายในอาคารส่วนที่ล้อมลานโล่งทำระเบียงรองทั้ง 2 ชั้น ตัวอาคารตกแต่งด้วยคิ้วบัวปูนปั้น  และราวลูกกรงปูนปั้นแบบเรียบง่าย  แต่ดูสง่างาม ภูมิฐาน     หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ก่อนก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบัน การนำเสนอทันสมัยน่าสนใจ  นับเป็นการประยุกต์ใช้อาคารประวัติศาสตร์ที่ดีได้อีกรูปแบบหนึ่ง

10. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

(Ubon Ratchathani National Museum)

สถานที่ตั้ง : 318 ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้ครอบครอง :  กรมศิลปากร

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2461

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมศิลปากรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสถาบันด้านการอนุรักษ์ จัดแสดงและเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น     อาคารพิพิธภัณฑ์นี้เดิมเป็นศาลากลางจังหวัด ก่อสร้างขึ้นเมือ พ.ศ.2461รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบนีโอปัลลาเดียน เป็นอาคารชั้นเดียว หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว หันหน้าทางทิศเหนือ คือหันเข้าหาทุ่งศรีเมืองเน้นทางเข้าที่มุขด้านหน้าซึ่งมีแผงประดับรูปโค้งตกแต่งด้วยปูนปั้นมีตัวอักษรปูนปั้นเขียนว่า “ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี” และมีครุฑประดับที่ส่วนยอด     ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ศาลากลางจังหวัดนี้ก็คับแคบไม่พอเพียงต่อการใช้สอยทางจังหวัดจึงได้ก่อสร้างศาลากลางหลังใหม่ขึ้น ณ ด้านตะวันตกของทุ่งศรีเมือง และย้ายที่ทำการไปเมื่อ พ.ศ. 2511 ศาลากลางเก่าจึงได้ใช้เป็นที่ทำการหน่วยงานราชการอื่นๆ จนถึงพ.ศ.2526 นายบุญช่วย ศรีสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบอาคารศาลากลางเก่านี้แก่กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัด และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เมื่อวันที่30มิถุนายน 2532

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครลำปาง

(พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย)

Commercial Bank Plc, Lampang Branch

(Thai Bank Museum)

สถานที่ตั้ง : ถนนฉัตรไชย ตำบลสบตุ๋ย  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง

ผู้ครอบครอง :  ธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด (มหาชน)

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2473

รางวัล :  สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2540

ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขานครลำปาง  ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยนั้นเป็นอาคาร 2 ชั้น สถาปัตยกรรมโคโลเนียล ลักษณะเด่นคือมีมุขยื่นด้านหน้ารับด้วยเสาลอยและพื้นที่ชั้นล่างเคยเป็นที่ทำการธนาคาร ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของผู้จัดการสาขา  โดยแบ่งพื้นที่ให้มีผนังเกล็ดไม้โดยรอบเพื่อช่วยในการระบายอากาศและมีระเบียงรอบ     สถานที่นี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นธนาคารแห่งแรกในจังหวัดลำปาง และเป็นธนาคารแบงค์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด (ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  สาขาที่ 3 ในประเทศไทย  ต่อจากสาขาทุ่งสงและสาขาเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยดำริของคณะกรรมการธนาคารดังกล่าว  ซึ่งมีพระยาไชยยศสมบัติเป็นกรรมการ ได้เล็งเห็นว่านครลำปางมีความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจทั้งด้านการค้าและการป่าไม้ แต่ขาดแคลนเงินบาทและเงินเหรียญไทย  ประชาชนต้องใช้เงินรูปีของพม่าซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ  ทำให้เกิดการเสียดุล  ธนาคารจึงได้ก่อสร้างที่ทำการสาขานครบำปางเมื่อปี พ.ศ.2473 เป็นที่ทำการมาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่พักของอดีตผู้จัดการสาขา  บางท่านเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ก็พักที่นี่ระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลำปาง     ในปี พ.ศ. 2540 ธนาคารได้ก่อสร้างที่ทำการใหม่ในบริเวณด้านข้างของอาคาร  ส่วนอาคารนี้ก็ได้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย  มีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเงิน การธนาคาร จำลองห้องทำงานธนาคาร ห้องพักผู้จัดการในอดีต  และโดยเฉพาะตัวอาคารเอง ก็เป็นอาคารประวัติศาสตร์

12. บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง

สถานที่ตั้ง : 139 ซอยเทียนเซี้ยง (สาทร 7) ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :  นายเกษม จาติกวณิช  

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2453

รางวัล :  อาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปีพ.ศ. 2525

บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง เป็นบ้านของคุณเกษม จาติกวณิช เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง รูปแบบสถาปัตยกรรมสามารถจัดเข้ากลุ่มโคโลเนียล ดำ-ขาว (Black and White House) คือแบบที่ผสมผสานลักษณะพื้นถิ่นเข้ากับสถาปัตยกรรม half-timber ของอังกฤษ โดยใช้โครงไม้สีดำเป็นกรอบของผนังสีขาวแทนส่วนที่เป็นผนังฉาบปูน หลังคามะนิลา หน้าต่างเป็นบานเกล็ดไม้ ลักษณะโดยรวมเรียบง่าย     บ้านหลังนี้ได้สร้างขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลังที่คุณพระโลหะ (พระยาพิษณุแสน) ซื้อเลหลังมาจากบริษัท บอมเบย์เบอร์มา  เพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัยในราว พ.ศ. 2453 ต่อมาได้ขายบ้านหลังนี้ให้กับพระยาอธิกรณ์ประกาศ บิดาของคุณเกษม จาติกวณิช และได้ต่อเติมเฉลียงในช่วงนั้น ส่วนหลังคาบ้านเดิมเป็นกระเบื้องว่าว แต่ในคราวซ่อมแซมบ้านปี 2533ได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอน

13. บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

(French Embassy Residence)

สถานที่ตั้ง : ซอยโรงภาษี  ถนนเจริญกรุง  กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง    :  สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

ปีที่สร้าง : ช่วงรัชการที่ 4

บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส  เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารโครงสร้างไม้สูง 3 ชั้น มีมุขหน้า สูง 2 ชั้นและมีบันได้ทางขึ้นจากภายนอกทาง 2 ปีกของมุข ที่จั่วมุขประดับอักษรย่อ fr  หมายถึง Franace(ประเทศฝรั่งเศส)  ชายคาตกแต่งด้วยลูกไม้และไม้แกะสลักค่อนข้างเรียบง่าย ดูโปร่งสบายด้วยระเบียงที่มีอยู่ทุกชั้น  รูปทรงและรายละเอียดต่างๆ ทำให้อาคารดูเป็นกันเองและน่าอยู่      ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเวลาก่อสร้างอาคารที่แน่นอน แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ราว พ.ศ. 2400  บ้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของกงสุลฝรั่งเศสอยู่แล้ว สันนิษฐานว่าอาจเป็นบ้านหลวงที่อนุญาตให้กงสุลพักและต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบ้านและที่ดินให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2418

แต่เดิมบ้านนี้ใช้เป็นทั้งที่ทำการสถานทูต และบ้านพักเอกอัครราชทูต  แต่เมื่อที่ทำการสถานทูตย้ายไปอยู่ที่อาคารใหม่ บ้านนี้จึงใช้เป็นบ้านพักเพียงอย่างเดียว และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงปี 2502 – 2511 และต่อมาได้มีการปรับปรุงการตกแต่งภายในให้มีรูปแบบที่ทันสมัยแปลกไปจากเดิม

จบแล้วค่า ….  ^^

THAI VERNACULAR ARCH TRIP(The Last day)

010810
@phitsanulok & Back home (9th day)

แป๊บๆก็วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว …

เดินทางออกจากสุโขทัย  พอเกือบ 11 โมง เราก็มาถึง

วัดราชบูรณะ จ.พิษณุโลก

อาคารศิลปะแบบสุโขทัย  มีการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง  ตั้งอยู่ริมถนนแวดล้อมไปด้วยชุมชนเมืองของพิษณุโลก
พระอุโบสถด้านนอก ลายประตู  และด้านในพระอุโบสถ(มีจิตรกรรมฝาผนังเป็นเรื่องรามเกียรติ์ ..ซึ่งได้รับการซ่อมแซม)
พระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน  มีประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้านละ 2 ประตู
อาคารโครงสร้างด้านหน้าจะมีเสาไปรับข้่างนอก แต่ด้านหลังเป็นกำแพงรับน้ำหนัก..มีกำแพงแก้วล้อมรอบแบบเตี้ยมากๆ
ส่วนพระวิหาร  จะตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถ บานประตูเป็นไม้แกะสลักอย่างวิจิตร มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง  …ภายในวิหารก็มีการจัดแสดงของใช้โบราณเก่าหายากอีกด้วย
พระเจดีย์ มีฐานก่ออิฐ8เหลี่ยมรองรับ
ที่สุดท้ายของทริปแล้ว…

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (พระพุทธชินราช) จ.พิษณุโลก

ประดิษฐานของพระพุทธชินราช และพระชินสีห์  …อันโด่งดัง ผู้คนหลั่งไหลมาแน่นวัด
มีวิหารคด 2 ชั้นคือ ชั้นของพระปรางค์กับชั้นของวิหารเชื่อมต่อกับวิหารทิศที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมีวิหารทิศ 4 ทิศ

วิหารหลวง(มีพระพุทธชินราช) จะตั้งอยู่หน้าพระปรางค์ โดยมีมุกยื่นออกมา และวิหารคดจะโอบล้อมรอบบริเวณทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า…สถาปัตยกรรมของพิษณุโลกนี้ให้ความสำคัญกับการเดินวนรอบๆ  มีการเว้นระยะให้สามารถเห็นองค์พระหรือเห็นวิหารได้  มีการเชื่อมโยงพื้นที่แต่ละพื้นที่  ..แตกต่างจากสุโขทัยที่ไปมา(แน่นเลย)

กลับบ้านๆๆ เย้!!!!~

เหนื่อยมากมา 9วันติด…เหนื้อยเหนื่อย แถมวันจันทร์ต้องไปตรวดแบบอีก ถือเป็นคณะที่โหดที่สุดในโลก~

สนุกมากค่ะ ได้เที่ยวร่วมกับเพื่อนในปีสุดท้ายแล้ว ยาวๆ ได้รับความรู้มากมายจริงๆ ได้รับความสนุกสนานและความดำกลับบ้านด้วย  ฮี่ๆ (เป็นทริปที่เราจะหามาอีกไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้  ..มาร่วมกับเพื่อนเยอะขนาดนี้  ได้ความรู้จากอ.จิ๋วที่แน่นไปด้วยประสบการณ์และแนวคิดดีๆ)

..ขอบพระคุณมากค่ะ  จะไม่ลืมทริปนี้เลย ความคิดเปลี่ยนจากตอนแรกไปเยอะทีเดียว ได้เห็นมุมมองใหม่ๆที่พบเจอยากในชีวิตประจำวัน  จากที่หนูไม่ค่อยชอบงานแนวพื้นถิ่นสักเท่าไร เห็นบ้านสมัยเก่าๆที่มีเอกลักษณ์แต่ก็ไม่เคยเห็นคุณค่า  ตอนนี้รู้สึกดีมากๆเลยค่ะ  มองสัดส่วนและความงามในแบบบ้านแนววพื้นถิ่นออกมากขึ้นเยอะเลย  และรู้สึกชอบด้วย..เห็นถึงความสำคัญของบ้านพื้นถิ่นและการอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป  และได้ไปประยุกต์ใช้กับงานต่อไป

ขอบคุณอาจารย์ทุกคนที่คอยให้ความรู้และเอนเตอร์เทนพวกเรา  (ที่แสนจะเมื่อยล้า…55)   โดยเฉพาะ อ.จิ๋ว ลุยมาก ทั้งๆที่เรายังเด็ก เราก็บ่นๆๆเหนื่อยๆๆ อ.จื๋วไม่บ่นเลยสู้ตลอด  ฝนกับแดดก็ไม่มีกลัว  สุดยอดไปเลย!

ขอบคุณค่าาา!!~  กลับบ้านนอนอย่างอนาถ  555

THAI VERNACULAR ARCH TRIP(8th day)

310710
@sukothai air port(8th day)

ไม่อยากตื่นเลยวันนี้เหนื่อยมากๆ  มากกกกกกกกกกกกก..กก  อยากนอนยาวๆ ฮี่ๆ

9.00น. เดินทางสู่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

ชาวบ้านส่วนใหญ่ 90%เป็นคนจีน  ..เดิมอพยพทางเรือมาค้าขายในสุโขทัย  อาชีพดั้งเดิม คือ การทำนา จับปลา
ชุมชนกงไกรลาศ มีวิธีการใช้งานไม้  มีการทำห้องแถวและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชุมชนตลาด  ลักษณะเป็นชุมชนอาคารพาณิชย์
ได้บรรยากาศแบบไทยสมัยก่อนดี  อาคารบ้านเรือน แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างไปในแต่ละหลัง แต่มีระเบียบและสะอาดสะอ้านมาก
ชุมชนจะเป็นห้องแถวค้าขาย หลังคาจะเป็นทรงฮิป มีกันสาดยื่นออกมา ประตูหน้าร้านส่วนใหญ่จะเป็นแบบบานเฟี้ยม

บ้านลุงอ.ตี๋(ทนายความอดิศักดิ์)  ซึ่งอาศัยอยู่ที่ อ.กงไกรลาส นี้

มีงานไม้แกะสลักและของเก่าประดับมากมาย(รวยอยู่นะเนี่ย)  ได้บรรยากาศบ้านแบบเก่าๆมีสวนหลังบ้านต้นไม้มากมายขนาดย่อมเยาว์ริมน้ำ ค่อนข้างดีทีเดียว

ขอบพระคุณสำหรับอาหารและขนมที่ต้อนรับและเลี้ยงเป็นอย่างดี  รวมทั้งเล่าประวัติความเป็นมาของที่นี่ให้นักเรียนได้ทราบกันค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ

เดินทางต่อ..สนามบินสุโขทัย จ.สุโขทัย

เจ้าของคือ นพ.ประเสริฐ(เจ้าของสายการบิน บางกอกแอร์ไลน์)..รวยย!
ออกแบบประยุกต์โครงสร้างเดิมกับวัสดุสมัยใหม่(อาคารท้องถิ่น + อาคารมาตรฐาน ..มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน) มีกลิ่นอายของสุโขทัยชัดดเจน  ต้องการให้เอกลักษณ์ไทยโดดเด่น  โชว์โครงสร้างหลังคาไม่ปิดฝ้า ทำให้ Spaceโล่ง โปร่งตามแบบไทย  หลังคาระนาบเดียวไม่มีซ้อน
ส่วนเชคกระเป๋าส่วนแรกจะไม่มีผนังจะเป็นส่วนเปิดโล่ง  แต่มีมูลี่เอาลงมากันฝนได้

หลังคาทรงนี้ที่ใช้ดูเปลืองเพราะ เหลือ  space มาก

นั่งรถดูรอบๆสนามบิน…

จะเห็นได้ว่า  พยายามรักษาวิถีชีวิตแบบเดิมให้นักท่องเที่ยวได้เห็น

เช่นการปลูกหญ้าแฝกหญ้าคา ทำนา ปลูกข้าวโดยแบบธรรมชาติแต่เดิมโดยมีส่วนที่เลี้ยงควายไว้ไถนาด้วย การปลูกข้าว จะปลูกกันจริงๆโดยพนักกงานที่นี่ ไม่ใช้รถไถนาและไม่ใส่ปุ๋ยด้วย ..ภูมิปัญญาเดิมล้วนๆ

มีเรือนปลูกกล้วยไม้ขนาดใหญ่พอควร

มีอาคารพิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบสุโขทัย  และอาคารสาธิตเครื่องปั้นดินเผาและการทอผ้า

..จากกิจกรรมต่างๆนี้ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพ มีงานและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมที่แสดงให้เห็นวิถีดั้งเดิมให้โลกได้รู้

ยังอยู่ในบริเวณ..สนามบินสุโขทัย

โรงแรมสุโขทัย

โรงแรมมี 68 ห้อง  4 type ได้แก่ superior ,deluxe, suit และ royal suitสไตล์สุโขทัยร่วมสมัยเช่นเดียวกับส่วนสนามบิน   ,มีน้ำล้อมรอบ-เจาะช่องอิฐ – การเรียงอิฐเป็นหลักการของเมืองเก่าของสุโขทัย

..นำศิลปะของท้องถิ่น ทั้งเครื่องถ้วยชามสังคโลกและผ้าทอ ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดมาช่วยผสมผสานกับการตกแต่งอาคาร  ..สวยงาม  ดูหรูหราโอ่อ่าแบบไทยๆ^^


เดินต่อออกมา(ยังอยู่ในบริเวณสนามบินสุโขทัยนะ)

ผ่านระหว่างทาง..~

ต่อมาถึง…ส่วนซุ้มร้านอาหาร (เสมือนโรงอาหาร)

ขายก๋วยเตี๋ยวสูตรสุโขทัย มีร้านน้ำ(กาแฟ โกโก้แบบสมัยใหม่ล้วนๆ) และ น้ำแข็งใส

โครงสร้างของอาคารเป็นไม้ไผ่ซะส่วนใหญ่  มุงหลังคาด้วยจาก ..ดูเป็นกลุ่มอาคารเล็กๆ ร่มรื่น น่ารักดี

…ส่วนของห้องน้ำอ.จิ๋วบอกว่าต้องไปดู!!! ดีมากๆ


สุดท้าย…เดินทางกลับโรงแรมโดยสวัวดิภาพ เหนื่อยจัง!!


THAI VERNACULAR ARCH TRIP(7th day)

300710
@sukothai(7th day)

กลับมาที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย สุโขทัย

10.00น.ที่…วัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร  จ. สุโขทัย

ผ่านชุมชนต่อด้วยข้ามสะพานแขวนเพื่อไปวัด  แต่นักท่องเที่ยวเยอะอยู่นะ
วัดมีภูเขาโอบล้อมรอบ   ส่วนกำแพงเป็นศิลาแลงก้อนโต    มีการเจาะ่ช่อง และการโชว์แนวอิฐ  กำแพงเตี้ยๆเป็นเส้นนอน เป็นการเล่นระนาบ  และบอกถึงขอบเขตและความยิ่งใหญ่ของวัด
เอาศิลาเป็นท่อนๆมาวางเหมือนเป็นเสา สันนิษฐานว่าโบราณใช้ไม้เป็นเสามาก่อน
รูปบนรูปแรก พระปรางค์ลีลา(คุณค่าของงานประติมากรรม) เป็นพระปรางค์ที่สวยที่สุด ซึ่งรับอิทธิพลมาจากขอม  เหมือนกำลังเดินและยิ้มอยู่
รูปแบบการจัดวางและขอบเขตจะเป็นแบบ  symmetry  เจดีย์พระปรางค์มีเจดีย์ล้อมเข้าเส้นแกน  พระปรางค์เป็นแบบนครวัด พระปรางค์แบบสุโขทัยไม่นิยมใช้แบบนี้ สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากอยุธยาเข้ามายึดแล้วสร้างทับของสุโขทัย (อยุธยาจะมีลักษณะแบบนี้)
จะเห็นระเบียบของการเจาะศิลาแลง มีการเจาะช่องตั้ง และ มีกำแพงฉาบปูน

เดินทางต่อ…วัดโคกสิงคาราม  จ. สุโขทัย

ประกอบด้วยเจดีย์ทรงระฆัง  3 องค์อยู่บนฐานเดียวกัน

ด้านหน้าเจดีย์เป็นวิหาร ถัดออกเป็นโบสถ์  .. พบเพียงที่เดียวในเมืองศรีสัชนาลัย

ยังเหลือเค้าโครงว่าผนังก่ออิฐที่เห็นนี้สมัยก่อนเคยเป็นผนังไม้ของอาคารเป็นไม้  (ผนังบ้านไทยสมัยก่อน)  แบบฝาประกนซะด้วย!

ต่อไป…วัดกุฎีราย  จ. สุโขทัย

การวางอาคารของวัดกุฎีรายได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิก มีการล้อทรงของหลังคา  มณฑปใช้ศิลาแลงก่อเหลื่อมเข้าหากัน ทำให้เรียงศิลาแลงได้ เป็นทรงจั่วเหมือนหลังคา  ..อาคารมีความโปร่ง(สันนิษฐาน)เป็นวิหารที่เป็นโบสถ์

พระประธานองค์ใหญ่

สันนิษฐานว่าถือต้นฉบับของหลังคาสุโขทัย การเรียงอิฐให้เหมือนกับฝาปะกนไม้ คิดว่าสมัยก่อนทำด้วยไม้ แล้วนำศิลาแลงมาใช้

นั่งรถเดินทางกันต่อสู่…

เตาทุเรียง ..แห่งพิพิธภัณฑ์เครื่องสังคโลก  จ. สุโขทัย

สร้างอาคารคลุมพื้นที่ที่ขุดพบซากเตาทุเรียงออกแบบโดยสถาปนิกท้องถิ่น  อาคารมีทรงแบบ Vault   และเอาแบบสุโขทัยมาปรับประยุกต์เข้ากับสมัยใหม่   การวางอาคารได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิก  โดยโดดเด่นการเล่นตัวอาคารกับLandscape  รักษาแนวไม้และจัดสวนก่อนจะเข้าสู่อาคาร…มองทะลุทางเดินเชื่อมระหว่างตัวอาคารไปถึงบ้านเก่าด้านหลังศูนย์ได้(เอา space บ้านมาร่วม)
มีการล้อกระเบื้องหลังคาแบบสุโขทัย  ซึ่งเป็นกระเบื้องลอนเล็ก แต่โอเคอยู่ไปกันได้
มีส่วนพิพิธภัณฑ์์เล่าเรื่องราวต่างๆ ที่มา และตำแหน่งที่พบเจอเครื่องสังคโลกใน จ. สุโขทัย
รวมทั้งเล่าถึงวิธีการทำแบบชาวบ้าน ซากโบราณต่างๆ  เดินต่อไปพบห้องอีกส่วนที่เป็นเตาทุเรียงที่ถูกอาคารสร้างคลุมไว้
โดยออกแบบให้แสงธรรมชาิส่องถึง แต่ตะไคร่ขึ้นเป็นข้อผิดพลาดที่แก้ยากของงานระบบ

หลังศูนย์จะมีบ้านชาวบ้านแบบพื้นถิ่นอยู่  มีการประยุกต์ใช้พื้นที่ได้ดี ยังใช้เตาถ่านกันอยู่เลย  spaceสวยงาม  มีการยกใต้ถุนไว้เป็นส่วนนั่งเล่นและเก็บของ และมีการเล่นระดับเพื่อแบ่งแยกพื้นที่ออกจากกันได้ดี

ต่อมา…..

วัดเจดีย์เก้ายอด  จ. สุโขทัย

สร้างวัดบนเนินเขาที่ต่อไปถึงเมืองศรีสัชนาลัย เป็นการแก้ปัญหาของคนในสมัยก่อนได้ดี ยกศิลาแลงให้เข้ากับหินที่ตั้งอยู่เดิมและปรับระดับได้ดีมากๆโดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อมเดิม   ..ความเป็นเนินยังคงอยู่  สร้างอาคารบนเนินเขาโดยใช้ศิลาแลงก่อขึ้นเป็นขั้น ๆ และเล่นระดับยังคงลักษณะของอิฐเล็กใหญ่อย่างสวยงาม  มีต้นไม้วัดร่มรื่น

ต่อไปที่…..

วัดนางพญา  จ. สุโขทัย

การเปิดช่องตามแนวตั้งของวัดเกิดจากการเรียงและการเว้นช่องอิฐศิลาแลง

ลายปูนปั้นประดับผนังของวิหารของวัดมีชื่อเสียงมาก  เป็นลวดลายที่ช่างฝีมือท้องถิ่นนำไปทำลายเครื่องประดับเงินและทอง ชื่อ” ทองโบราณศรีสัชนาลัย ”  สันนิษฐานว่าลวดลายส่วนใหญ่จะเป็นลายพรรณพฤกษา (ลายใบ)

เดินเท้าต่อสู่…..

วัดเจดีย์เจ็ดแถว  จ. สุโขทัย

วัดแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนพุทธวาสและ ส่วนสังฆวาส

เจดีย์ประธานทรงยอดดอกบัวตูม  ลักษณะเจดีย์มีการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลายสถานที่ เช่น ยอดเจดีย์ทรงระฆัง ตั้งแต่ยอดฐานลงมาเป็นทรงเเบบขอม และส่วนฐานด้านล่างเป็นศิลปะแบบล้านนา

เดินต่อ..วัดช้างล้อม  จ. สุโขทัย

เจดีย์ประธานทรงกลมโดดเด่นเป็นตระหง่าน ตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว รอบฐานเจดีย์เป็นประติมากรรมรูปช้างศิลา

….จริงๆแล้วขึ้นเขาเดินไปผ่านวัดเก่าแก่อีกเยอะมาก  หน้าตาทรุดโทรมเหนื่อยมาก แบตเตอรรี่กล้องหมดลงที่วัดช้างล้อมนี้จึงไม่มีภาพหลังจากนี้ให้ได้ชมกัน   ..เหนื่อยและท้อมากตอนเดิน  แต่ก็อยากเดินเพราะไม่มีทางที่จะมีโอกาศมาแบบนี้ง่ายๆแน่ๆสุขภาพไม่ดีแต่ใจไปโลด  5555

พอขึ้นไปสุดถึงวัดสุดท้ายเกือบเป็นลมนั่งหอบอยู่  แล้วบอกว่าไม่ไหวแล้ว  น้องน้ำมนต์เดินมาบอกว่า  เดินกลับลงไปต่อสิ  ขนาดน้ำมนต์ยังเดินไหวอยู่เลยนะ^^  …อึ้ง!! ยิ้มแล้วสู้เดินลงมาถึง รถ ไปกินข้าวถึงที่พักหลับเป็นตาย เหนื่อยที่สุด  สุดๆๆแล้ววันนี้


THAI VERNACULAR ARCH TRIP(6th day)

290710
@Uttaradit (6th day)

นั่งรถจากโรงแรมที่สุโขทัย ..

ไปสู่เมืองลับแล จ.อุตรดิตถ์

แวะบ้านท้องถิ่น ..ชุมชนบ้านไผ่เขียว ต.ไผ่ล้อม จ.อุตรดิตถ์

วันนี้ตระเวณดูบ้านท้องถิ่นในลับแลตั้งแต่เช้ากันเลย  หลายหลัง  เยอะมากๆ

เมืองลับแล “สวนที่สำคัญของภาคเหนือ”มีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม มีแม่น้ำไหลผ่าน  ว่ากันว่า แต่เดิมแถวนี้เป็นบ้านสวนตั้งแต่สมัยโบราณ ทุกบ้านจะปลูกผลไม้ (สวนของภาคเหนือ)  และเกิดความร่มรื่น

แต่ละหลังก็มีเอกลักษณ์พิเศษแตกต่างกันไปตามภูมิปัญญา ..บางหลังเดินเข้าไปแล้ว แบบว่าเห้ย  ทำได้ไง คิดได้ไง  มีชานเล็กไว้วางรองเท้าลอยๆอยู่  หรือ สร้างเป็นเก้าอี้เอนต่อจากชานสวยดี  แต่ทุกหลังที่เห็นก็จะมีอ่างเล็กๆเตี้ยๆไว้ล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน  และก็ส่วนใหญ่จะมีพืชผักสวนครัไว้กินเอง  ใต้ถุนยกสูงและใช้ประโยชน์จากการที่ยกสูงนั้นโดยใช้เป็น Space นั่งเล่นเวลากลางวัน  ไว้เก็บของต่างๆ  ..มีการต่อเติมด้วยการเอาสังกะสีมามุงเพิ่มทำให้มีวัสดุหลากหลายขึ้น  สัดส่วนก็เหมาะสมดีนี่แหละภูมิปัญญาชาวบ้าน ^^

ช่วงเวลาบ่าย

มากินข้าวกลางวันที่ “วัดดอนสัก”จ.อุตรดิตถ์

มีการปลูกต้นไม้ร่มรื่นทั้งวัดคงคอนเซปที่ว่าลับแลเป็นสวนที่สำคัญของภาคเหนือ  ร่มรื่นมากเข้าไปแล้วรู้สึกเย็นและอบอุ่น   หลังจากทานกลางวันที่นี่เสร็จแล้ว เราก็ทำบุญถวายสังฆทานด้วยกัน ..จากนั้น เราก็เดินสำรวจถ่ายรูปวัดกันต่อ..

ด้านนอกและด้านในของโถงที่เรานั่งทานข้าวและทำบุญกัน..

โครงสร้างหลังคาและบานประตูนั้นทำมาจากไม้  วิหารของวัดเป็นหน้าจั่ว บานประตูเป็นของสมัยอยุธยาตอนปลาย  เดิมเคยถูกขโมยแต่ภายหลังได้คืนมา บานประตูด้านหลังเป็นลายขนมเปียกปูนแกะสลักงดงาม  ส่วนประตูด้านหน้าเป็นลายกนกใบเทศสลับลายกนกก้ามปู มีรูปสัตว์หิมพานต์แทรกอยู่ในลวดลายกนกต่าง ๆ

(ภาพ 2 ด้านบน)ลวดลายแกะสลักที่ประตูเหมือนดักแด้ขมวดใบหม่อน

ความสวยงามสมบูรณ์เกิดจากช่างก่อสร้างคิดลวดลายกับโครงสร้างไปพร้อมกัน  สร้างลายปิดหน้าจั่วงดงามมาก ลายประดับฝีมือประณีตสัดส่วนพอเหมาะ

มีสวนผลไม้อายุเป็นร้อยปีอยู่ในวัดอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้ที่แสนร่มรื่น  เย็นมากๆ อยู่บนเนิน มีลำห้วยไหลผ่าน  ด้านหน้าโบสถ์เห็นท้องนา  เรียกว่า Garden city คืออยู่กันคนละสวน แต่ก็เดินถึงกันได้หมด

มีพระพุทธรูปคล้ายที่วัดปงยางคก ลายแกะไม้ต่างๆเป็นลายสมัยอยุธยาเป็นรูปเทพต่างๆ

แล้วก็มาสำรวจชุมชนพื้นถิ่นกันต่อ ใน จ.อุตรดิตถ์

ฝนตกหนักมั่งเบามั่ง แต่อ.จิ๋วก็ยังลุย!!!

มีปลูกผักสวนครัวและมีโรงเก็บไม้อยู่ทุกๆหลัง  เก็บไม้โดยตีไม้เป็นชั้นๆ แล้วเอาไม้มาพาด   บรรยากาศเหมือนบ้านสวนโอบล้อมด้วยสวนผลไม้ร่มรื่นและชื้นมากบ้านแต่ละหลังจะมีคูน้ำคั่น  ส่วนใหญ่แต่ละหลังมีอายุนานหลายสิบปี  บางหลังใช้ไม้เป็นกระเบื้องมุงหลังคาอยู่เลย

..กลับโรงแรมที่สุโขทัย  ไกลเลย อย่างอ่อนเพลียอย่างแรง สะสมมาหลายวัน  ขอกินหนักๆนอนยาววๆ ~


THAI VERNACULAR ARCH TRIP(5th day)

280710
@ sukothai (5th day)


มาถึงจุดแรก  …  สรีดภงค์(ทำนบพระร่วง) จ. สุโขทัย

เล่าถึงสุโขทัยแต่เดิมนั้นอยู่กลางหุบเขา …วัดต่้างๆจะมีบ่อไว้  เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับชาวบ้านได้ใช้ มีการชลประธาน    โดยการทำท่อดินเผาส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำ เรียกว่า  “สรีดภงค์” เป็นระบบชลประทานโบราณ มีภูเขาขนาบข้า ง  ..แสดงถึงความเข้าใจเรื่องชลประทานสูงมาก

ทำให้สุโขทัยเป็นเมืองต้นแบบเรื่องการวางผังของเมืองของเชียงใหม่ คือการนำน้ำจากภูเขาส่งมาใช้ที่เมือง

ต่อมา 10โมง มาถึง..วัดเขามังกร จ.สุโขทัย

ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกของสุโขทัย  เป็นวัดป่าไม่ใช่วิหาร(พระปฎิบัติธรรม อยู่ป่า) เจดีย์ทรงลังกาไม่วางขนาบแต่วางด้านข้างวิหาร เจดีย์ทรงลังกา   มี 2 นิกาย เพราะมีใบเสมาคู่
มีการใช้เซรามิคเป็นกำแพงแก้ว เสาเป็นศิลาแลงล้อเลียนกับเสาไม้  วัสดุที่ใช้คือ ศิลาแลง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของสุโขทัย
มีบ่อน้ำโบราณอายุ 600-700 ปี ยังใช้งานได้อยู่ในปัจจุบัน

เดินทางต่อ ถึงอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

มาที่..วัดมหาธาตุ จ. สุโขทัย

เป็นวัดกลางเมืองที่สำคัญแห่งหนึ่ง
ด้านหน้าเป็นคูน้ำขนาดใหญ่  โดยทางเข้าเบี่ยงไปทางซ้ายมือไปสู่ตรงกลาง   วิหารหลว งเป็นวิหารโบราณ  (เป็นที่สำำหรับกษัตริย์) เป็นวิหารประธานทำหน้าที่เป็นศาลาการเปรียญ  มีวิหารเล็กน้อยมากมาย ด้านหลังมีเจดีย์ 8 องค์  ส่วนเจดีย์ประธานเป็นเจดีย์ซ้อนชั้นพุ่มข้าวบิณฑ์  และเจดีย์บริวารเป็นเจดีย์พระปรางค์  ..เจดีย์จะมีวิหารพจน์ล้อมรอบ และมีเส้นแกนหลัก
ฐานวิหารจะมีการปั้นเป็นรูปพระสงฆ์ซึ่งทำท่าหันจากทางซ้ายไปทางขวา  ซากโบราณที่พบไม่มีการฉาบปูนถือเป็นซากแท้ๆ
พื้นที่ส่วนประธานของวัดมีเจดีย์ประธานแวดล้อมไปด้วยเจดีย์บริวารซึ่งมีขอบเขตเป็นระเบียงคดโดยมีวิหารต่อยื่นออกทางด้านตะวันออก
จะะพบว่า..
การวางวิหารของสุโขทัย
– เชียงใหม่เหมือนสุโขทัยตรงที่ภูเขาจะอยู่นตำแหน่งทิศ ตะววันตก  ต่อคลองเชื่อมกับคูเมืองและเอาน้ำจากภูเขาต่อเข้ามาใช้สู่เมือง
–  กำแพงจะไม่สูง  เกิดเป็นเส้นนอน (เส้นที่ทำให้อาคารเกิดความสัมพันธ์กับเส้นนอนของโลก  หรือเส้นพืื้นดินนั่นเอง)  เป็นตัวบอกถึงความยิ่งใหญ่ของอาราม(บอกถึงขอบเขต)
–  ฐานเจดีย์มอญ มีการปั้นพุทธประวัติ
–  เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์  ซึ่งมีบทบาทต่อการปกครอง

เดินมาอีกก็ถึง..วัดพระพลายหลวง จ.สุโขทัย

วัดพระพลายหลวง..แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสุโขทัย
สร้างก่อนที่สุโขทัยจะสร้างเมืองอีก     มีพระปรางค์แบบขอม  ซึ่งขอมส่งมาขยายอาณาเขตจากนครวัดนครธม พระปรางค์ใช้ศิลาแลงเพราะแถวๆนี้หินหายาก (สมัยก่อนศิลาแลงสามารถขุดหาได้ง่าย นำมาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ)  ทุกด้านจะมีเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนา หน้าจั่วหน้าบันเป็นเรื่องราวของเทพเจ้าในปรางค์ต่างๆ   พระปรางค์แต่ละชั้นจะแสดงถึงระดับของชั้นสวรรค์
ปั้นลมจะไม่เป็นตัวเหงา(แบบสุโขทัย) ..ตัวเหงาจะขมวดกันเป็นก้นหอย  สุโขทัยจะเป็นแบบใช้ไม้
โบสถ์จะมีใบเสมา มีวิหารทำพิธีกรรม  ทำหน้าที่เป็นศาลาการเปรียญ

โบสถ์มีขนาดเล็ก เพราะมีพระน้อย
พระพุทธรูปจะเรียงเป็นแถวๆอยู่ตามระเบียง มองแล้วให้ความรู้สึกน่าเลื่อมใส
เมื่อขอมเริ่มหมดอำนาจ สุโขทัยก็เริ่มมีการต่อเติม จึงเกิดเป็นพระปรางค์แบบขอมรวมกับแบบสุโขทัย
…วัดพระพลายหลวงแสดงให้เห้นถึง การผสมผสานระหว่างศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา
– บรรยากาศ ประกอบด้วย..landscape ลานทราย หญ้า และหมู่แมกไม้
– ลานโล่งมีความหมาย เป็นการเล่น space ของลานโล่ง
–  การเรียงmass การก่อออิฐ  ความไม่เท่ากันต่างๆเกิดเป็นความไม่ perfect ของงานที่สวยงาม ..”เป็นความงามของซากปรักหักพัง”

ต่อมาคือ..วัดศรีชุม จ.สุโขทัย

แบบขอมแท้ๆ อายุน่าจะมากกว่า 100ปีแล้ว
บริเวณหน้าเป็นวิหารเล็ก ด้านในมีพระอจนะพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 11.3 เมตรเป็นพระพุทธรูปใหญ่เต็มวิหาร  บนเพดานจารึกพระเจ้า 500 ชาติไว้  ด้านข้างมีต้นมะม่วงป่าใหญ่อายุมากกว่า 700 ปี ซึ่งเป็นตัวบอกอายุของโบราณสถานได้ดีถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของโบราณสถานแห่งนี้ และยังเป็นตัวเสริมให้ยิ่งดูศักดิ์สิทธิ์  …”ต้นไม้และโบราณสถานต้องอยู่ร่วมกัน”
ข้างในจากspaceทำให้ รู้สึกถึงความมีพลัง และดูยิ่งใหญ่  แสดงถึง scale และศักยภาพ…

ตอน5โมงครึ่งมาถึง..วัดศรีสวาย จ.สุโขทัย

วัดศรีสวาย ..เป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย   เป็นตัวอย่างของการก่อศิลาแลง  การเปลือยเปล่าของปูนฉาบเกิดเส้นตั้งเส้นนอนสวยงาม ตัวอาคารก่ออิฐแบบ close form   มีซุ้มประตูทางเข้าเป็นเส้นแกน และหันหน้าไปทางทิศเหนือ มีลักษณะเป็นปรางค์สามยอดแบบขอมและมีคูน้ำล้อมรอบพระปรางค์

เล่นความลึกตื้นของผนัง ใช้อิฐที่ขนาดไม่เท่ากันเล็กใหญ่เรียงกันแล้วก่อให้เกิด texture ที่น่าสนใจ  …เห็นคุณค่าของการเรียงอิฐ

เดินทางต่อ  สู่.. หมู่บ้านสังคโลก จ.สุโขทัย

เ่พกัพะ่

เหมือนกับว่าตอนนี้เดินไปถ่ายรูปเองได้แร้ว  เริ่มรู้จุดว่าสัดส่วนหลังไหนสวย  เห้อ..ก็ตั้ง5วันแล้วนี่ พื้นถิ่นๆ 555

เห็นถึงspaceของบ้าน ลานโล่ง วัสดุท้องถิ่น และพืชพันธุ์ไม้ …ต่อไปจะได้ไปประยุกต์ใช้กับงานของเรา

แต่ละหลังมีวิธีเจาะช่องต่างๆกัน  สวยดีไม่เหมือนกันดีด้วย บางหลังก็ใช้วัสดุแตกต่างกันมาประยุกต์ใช้ด้วยกัน เกิดเป็นความหน้าสนใจ

….ฮ้าาาา~เหนื่อย กลับโรงแรมแล้วนะ!!

THAI VERNACULAR ARCH TRIP(4th day)

270710
Let’s go to Sukothai (4th day)

9.00 น. ออกเดินทางเหมือนเมื่อวาน  ..แวะสถานที่สำคัญในลำปางอยู่แต่วันนี้มีจุดหมานที่สุโขทัย!!

” วัดปงสนุก” จ. ลำปาง

เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมล้านนา  พม่า  และจีน   อย่างลงตัว  วัดปงสนุกมีสองวัดคือ วัดปงสนุกเหนือ และ วัดปงสนุกใต้ โดยใช้แกนของเจดีย์เป็นศูนย์กลางร่วมกัน

เดิมเป็นโบราณสถานที่ถูกทิ้ง แต่ได้รับการบูรณะใหม่จากคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมมือกับช่างพื้นเมือง   …จนได้รับการยกย่องเป็นการอนุรักษ์ดีเด่นจากยูเนสโก้ เพราะบูรณะแบบของเดิม  มีเจดีย์ทรงล้านนาที่บูรณะโดยการหุ้มทองแดงก่อนแล้วปิดทองร่องชาติ

มณฑปบูรณะโดยการการปูกระเบื้อง
บริเวณทางเข้าสู่วิหารมีบันไดนาคเป็นซุ้มประตู  ช่องประตูมีความเรียบเกลี้ยงขาวเป็นการเน้น space ที่อยู่ภายใน
เจดีย์ทรงล้านนาที่บูรณะโดยการหุ้มทองแดงก่อนแล้วปิดทองร่องชาติ   จะมีลักษณะซ้อนกัน 3 ชั้น
วิหารพระเจ้าพันตนเดิมถูกฉาบด้วยปูน ด้านในประดิษฐานพระพุทธเจ้า 4องค์เป็นศูนย์กลาง หันไปตามทิศต่างๆโดยยื่นแท่นออกมาทั้ง 4ทิศ มีต้นโพธิ์ตรงกลาง เป็นอาคารไม้ ที่หลังคาซ้อน 4ชั้น   ความแน่นของฐานพระ ส่งให้พระประฐาน มีความลอยตัว แต่บริเวณรอบโปร่ง
โชว์โครงสร้างของวิหารพระเจ้าพันตน
จากงานนี้เราจะเห็นถึงภุมิปัญญาของคนท้องถิ่น ที่แก้ปัญหาของระบบโครงสร้างและวัสดุ

เดินทางต่อมาจนถึง..” วัดศรีรองเมือง” จ. ลำปาง

เป็นวัดที่มีสไตล์จากพม่า  โดยช่างพม่า  เดิมมีแต่พระพม่า แต่ภายหลังก็กลายเป็นพระไทยหมด

(รูป2)สร้างสมัยปลายๆ ร. 5 อายุ100กว่าปีแล้ว  ..น่าเสียดายไปตอนเค้าซ่อมบูรณะพอดี T^T ,(รูป3)ส้วมแบบพม่า สวยงาม..~

แบ่งเป็นอาคารหมู่ และอาคารพระประธาน(ที่อยู่ของพระซึ่งสำคัญที่สุดจึงอยุ่สูงสุด)

ปิดโครงสร้างและตีฝ้าปิดหมด    มีหลังคาซ้อนชั้น  ประดับตกแต่งอย่างสวยงามสไตล์พม่าด้วยปั้นรักและกระจกสีสะท้อนแสง  ..จนกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานสำคัญ  เป็นอาคารสองปัจจุบันชั้นด้านล่างก่ออิฐฉาปูน ส่วนด้านบนเป็นไม้  ..มีการใช้วัสดุเป็นสังกะสี(ตะกั่ว)มามุงหลังคาแต่โบราณ  ถือว่าเป็นงานมีคุณค่า (ชั้นสูงศักดิ์)

ที่นี่มีคุณค่าเรื่องการประดับกระจกมาก เป็นงานไม้  และมีการเล่นระดับตั้งกับพื้น ข้างล่างเป็นทรงตึก ด้านหลังเป็นทรงไม้
ระหว่างทาง  ฮี่ๆ…
เดินทางไปสุโขทัยต่อ..แว

” บ้านพื้นถิ่น” จ. แพร่


หลังแรก ตัวบ้านสวยมาก  สัดส่วนดี  รอบๆ เป็นทุ่งนา  หลังคาก็มีทั้งกระเบื้องและหญ้าแฟกมามุงหลังคาผสมๆกัน  หลังคาของบ้านหลังหนึ่งมีการเพิ่ม layerของหลังคาอีกชั้น เพื่อช่วยกันฝนและแดดที่ระเบียงอีกด้วย อันนี้อ. จิ๋วชอบมาก (รูปล่างรูปที่ 5-6)

หลังสอง

จากบ้านชาวบ้านเราจะเห็นถึงรูปแบบท้องถิ่นที่แตกต่างจากลำปางที่เราผ่านมา  แต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์ของตนเองที่แตกต่างกันไป …มีรูปแบบช่องเปิดที่หลากหลายขึ้นกับFunctionการใช้งาน

“รูปแบบท้องถิ่น  =  รูปแบบของวัสดุ”

แต่ที่เหมือนกันทุกที่ก็คือ  “ลาน” เป็น spaceที่ใช้ร่วมกัน  มีความโปร่งโล่งstyle บ้านแบบไทย  และมีการปลูกพืชผักสวนครัวกินกันเอง…



THAI VERNACULAR ARCH TRIP(3rd day)

260710
@ Lampang (Third day)

9.00 น. ออกเดินทาง

” วัดพระแก้วดอนเต้า-วัดสุชาดาราม” จ. ลำปาง

วัดสุชาดาราม เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาแบบช่างเชียงแสน    เป็นวัดที่นางสุชาดารามได้สร้างประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้พบเห็นผ่านงานสถาปัตยกรรม  แต่เป็นวัดที่อยู่กับสมัยใหม่แล้ว ส่วนลานก็เป็นลานปูน(สมัยใหม่)

ไม่มีศาลาการเปรียญ..ใช้วิหารแทน

มีการเล่นอาคารเป็นเรื่อนหมู่ การเล่นระดับ  เล่นระนาบ การยกระดับ และการเล่นใต้ถุน

อุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนประดับด้วยลายลงรักปิดทอง   หันหน้าทางทิศตะวันตก  มองจากภายในจะเห็นว่าช่องเปิดไล่ระดับสูงขึ้นไปนำสายตาไปสู่ พระประทาน  สังกะสีมีบทบาทต่อการเล่นระดับของหลังคา เพราะนำสังกะสีมาทำรางน้ำ

ช่อฟ้าแบบสุโขทัย  คันทวยสวยมากก(อ.จิ๋วบอกมา)  ไม่ตีฝ้าเพดานเพื่อโชว์โครงสร้าง  ,ปั้นลมเป็นแบบหลวงพระบาง ไทยสิบสองปันนา

ป็นอาคารปิด แบบwall baringไม่มีการเจาะช่องหน้าต่างแต่มีการใช้ลูกกรงไม้แทน(รูปที่ 2ด้านบน)  ลดชั้นหลังคา3ชั้นแบบล้านนา (การลดชั้นหลังคาส่วนใหญ่เป็นศาสนสถาน เพื่อให้เห็นว่าเป็นสถานที่ควรเคารพและศักดิ์สิทธิ์)  หน้าจั่วโชว์โครงสร้างและใช้การตกแต่ง ประตูทางเข้าอุโบสถจะยกกำแพงขึ้นไปยื่นออกมาวางสิงห์คู่  ด้านหน้าประตูกลางยื่นออกมาขนาบเสาไว้ใช้เสา 8เหลี่ยม ริมสุดใช้เสาเหลี่ยม แต่ด้านในเป็นเสากลม
สิงห์2ตัวด้านหน้าทางเข้าอุโบสถนี้มาสร้างเติมทีหลัง  ..แต่ร่วมกับหน้าบันได้อย่างเหมาะเจาะ
เข้ามาภายในอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง  รับอิทธิพลมาจากพม่า ที่เชี่ยวชาญการประดับอาคารด้วยกระจก

ข้างๆทิศใต้ขององค์เจดีย์มีมณฑปสไตล์แบบพม่าอยู่  ประดับลวดลายไม้-กระจกสี  และแผ่นแกะสลักฝีมือละเอียดมาก ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง

เดินดูรอบๆ ก่อนออกเดินทาง…

ออกเดินทางต่อ.. ระหว่างทางเอ้า…ล๊งงงง!!!!!!!!!!!!!

“เจอบ้านพื้นถิ่น”

หลังแรก

หลังที่2

บ้านพื้นถิ่นใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านแท้ๆ ประยุกต์สิ่งต่างๆ มาใช้งานได้ดี และพึ่งพาตนเองได้ด้วยการพึ่งพาธรรมชาติและไม่เบียดเบียน   ส่วนใหญ่แต่ละหลังมีล้อมรั้วแบบง่ายๆและปลูกพืชผักสวนครัว  ยกใต้ถุนสูง รั้วส่วนใหญ่จะทำด้วยไม้ไผ่ผูกแบบง่ายๆแต่แข็งแรงซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายจากท้องถิ่น   บางหลังครัวจะแยกออกจากตัวบ้านแยกไปเป็นหลังเล็กๆเพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องกลิ่นและความสะอาด   บางหลังก็มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู  ทำเป็นเล้า ข้างๆบ้าน  และจะมีลานดินกว้าง(ลานร่วม) และต้นไม้ใหญ่มากมายให้ความร่มรื่น  ดูอุดมสมบูรณ์ ..เป็นเอกลักษณ์


แวะกินข้าวกลางวันที่วัดนี้….เอ้า …หลานๆลง!!

” วัดข่วงกอม” หมู่ที่ 9 ต. แจ้ซ้อน อ.ปานเมือง จ. ลำปาง

วัดข่วงกอม ออกแบบโดยสถาปนิกที่อยู่การเคหะ เป็นวัดเก่าแก่ที่ลอกแบบของล้านนามาใช้ เป็นงานฝีมือของช่างโบราณวัสดุโครงสร้างเป็นไม้กับการก่ออิฐ  ต่อมามีสภาพทรุดโทรมมากชาวบ้านจึงร่วมใจกันบูรณะ  มีอิทธิพลของอาคารแบบราชการ  เป็นการผสมผสานระหว่างสมัยใหม่กับแบบประเพณี  ..มีหมู่บ้านและป่ารายล้อมวัด

ใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาง่าย เช่น หลังคาที่เป็นกระเบื้องไม้ และ กำแพงหินที่เอามาเรียงๆกันแล้วเทปูนเป็นกำแพงล้อมรอบๆวัดโดยนำหินจากบริเวณลำธารมาก่อ จะเห็นๆได้ว่าเป็นการนำแบบร่วมสมัยมาผสมผสาน ซึ่งเป็น textureที่หยาบ เป็นคติประจำของfrank lloyd wright

มีวิหารเพื่อฟังเทศน์ เป็นศาลาการเปรียญ และเป็นสถานที่พบปะของชาวบ้าน

ด้านหลังกุฏิออกไปมีบ้านทรงพื้นเมือง มีลาน สวน เป็นระบบแบบล้านนา ดูร่มรื่นย์และรอบๆก็มีป่าไม้โอบล้อม

เลยออกมาอีกหน่อยก็จะเป็นทุ่งนา ลำธาร และภูเขา …สวยงามมม  หายากกกกก!!


จุดสุดท้ายของวัน!!ไปเล่นน้ำกันดีกว่า

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน” จ. ลำปาง

อุทยานนี้มีทั้งน้ำตก(น้ำปกติ)และมีบ่อน้ำพุร้อน  เห็นควันลอยละล่องอยู่เมื่อเดินไป  มีบริการแช่ไข่  เพื่อต้มในบ่อน้ำพุ   และมีบ่อแช่น้ำร้อนให้เลือกทั้งแบบเป็นห้องๆและแบบบ่อธรรมชาติ …ฮ้าาา~~~

เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน แช่น้ำร้อนจนเปื่อย ..ได้เวลากลับ  โหย  เหนื่อยโคดด~~~~



THAI VERNACULAR ARCH TRIP(2nd day)

250710
@ Lampang (second day)

เริ่มต้นทริปแบบจริงจังแล้ววันแรก  เพราะวันแรกนั่งแต่รถเหนื่อยมาก  หวังว่าวันนี้จะไม่เหนื่อยเท่าเมื่อวาน..(ซะที่ไหน – -“)


เริ่มด้วยจุดแรก

“วัดไหล่หินหลวง” จ.ลำปาง จ้า!

เป็นวัดขนาดเล็ก แบบชาวบ้าน แต่มีเอกลักษณ์ของศิลปะแบบลำปาง(หริภุณชัยง,เขลางค์นคร)แตกต่างของเชียงใหม่(ล้านนา) ประกอบด้วย ซุ่มประตูที่มีสิงห์คู่ ซุ้มประตูแบบล้านนา ลานทราย(ทำความสะอาดง่าย) กำแพงแก้ว วิหารและเจดีย์ ที่ล้อมรอบด้วยวิหารคด และสร้างอยู่บนเนิน

มีพื้นที่น้อย จึงสร้างวิหารเล็กๆ ด้วยการย่อ scale ลงมา  ..แต่มีการหลอกตาด้วยการผลักระยะต่างๆ

ออกจากโรงแรม 9.30น. สู่วัดไหล่หินหลวงเมื่อ 10.00น.  แล้วก็มาฟัง อ.จิ๋วบรรยายที่ลานทรายหน้าวัด ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่  ,ภาพด้านบนภาพที่3และ4จะเห็นมีสิงห์คู่ด้านหน้าจากลานไปสู่วัดด้านใน

บรรยากาศดูเก่าๆ ตรงส่วนทางเข้าี(ทางเข้าเป็นจุดเด่นของวัด) มีต้นโพธิ์ใหญ่(ร่มรื่น)มาเบรคความรู้สึกอยู่ที่ลานทรายกว้างด้านหน้าวัด  ต่อด้วยสิงห์คู่ ซึ่งเป็นสิงห์เล็ก  (ช่วยขับให้วิหารดูมีขนาดใหญ่)  ช่วยเน้นทางเข้า และเป็นการผลักระยะ

เมื่อเข้ามาสู่วิหารด้านใน  (ถอดรองเท้าก่อนเข้า)จะเป็นลานกรวด  เดินเร็วๆไม่ได้  ทำให้ทุกคนดูสงบสำรวมเมื่อเข้าสู่วัด

เข้าไปยังภายในวิหาร ที่ไม่มีผนังเป็นอาคารเปิดโล่ง ไม่ตีฝ้าเพดาน (เน้นให้spaceเชื่อมกับลานโล่ง) ไม่ยกฐานสูง ทำให้เกิด space ที่เชื่อมระหว่างระเบียง วิหาร และลานกรวด   แต่เดิมปั้นลมเป็นแบบภาคกลางแต่มีการเข้ามาบูรณะให้เป็นแบบล้านนา

วิหารและเจดีย์องค์เก่าของวัดเป็นวิหารไม้และผนังก่ออิฐฉาบปูน ด้านหลังเป็นเจดีย์ก่ออิฐฉาบปูนเช่นกัน ทั้งสองถูกล้อมด้วยระเบียงคต  จึงเป็นสเปซแบบปิด  ผนังก่ออิฐฉาบปูนหลังคาเป็นกระเบื้องดินเผาโบราณ โครงสร้างหลังคาเป็นไม้  มีเสาสะโก๋นรับขื่อปีกนกแทนเสา ทำให้ไม่ต้องเจาะเสามากซึ่งต่างจากโครงหลังคาของภาคอื่น   ส่วนกำแพงจะกดเตี้ยสร้างความสัมพันธ์ของ Human

ในบริเวณวัดมีหอนิทรศการ”วิถีคนไหล่หิน”

ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่แสดงของโบราณ(ด้านหน้าโรงธรรม)จาก วัด และของบริจาคจากชาวบ้าน

วัดนี้เราจะเห็น

–  ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันก็คือ การทำไม้ค้ำ”ค้ำต้นโพธิ์ใหญ่ไว้

–  รอบๆมีอาคารจากช่างรุ่นใหม่ ซึ่งเน้นแต่Functionการใช้งานเท่านั้น ทำให้ไม่เข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิม

–   scale ของลานวัด และกลุ่มอาคารมีจังหวะจะโคน มีความสัมพันธ์กันอย่างดี

–  ข้อคิดจาก อ. จิ๋ว …เราไม่ได้สร้างชุมชนใหม่ทั้งหมด  แต่เราต้องสร้างอาคารใหม่ที่ยังคงบริบทชุมชนเดิมให้อยู่ร่วมกัน


เดินทางต่อไปจุดที่ 2

“วัดพระธาตุลำปางหลวง”จ. ลำปาง

วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญในอาณาจักรล้านนา เป็นวัดประจำจังหวัด

เปลือยกำแพงอิฐที่ล้อมพื้นที่ภายในโชว์texture (ล้อมรั้วเพราะโบราณห้ามผู้หญิงเข้า) และเอาบันไดยื่นออกมารับ space  ส่วนทางเข้าบันไดเป็นมังกรคาบพญานาค(รูปกลาง)  เชิงบันไดเป็นปูนปั้นสิงห์คู่ ซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าด้านบนเป็นลวดลายธรรมจักรซึ่งซุ้มประตูนี้ชิดกับตัววิหาร..ทำให้วิหารดูใหญ่ และนำสายตาสู่มณฑปพระเจ้าล้านทอง วิหารเปิดโล่งหลังคาจั่วซ้อนเป็นชั้น

แต่เราเดินอ้อมมาเข้าด้านข้างของวัด  เจอกับส่วนอื่นๆก่อน , มีการใช้ไม้ค้ำเป็นการแสดงความศรัทธาในต้นโพธิ์ใหญ่,ปลูกต้นตาล(แนวชะลูด)ตัดกับต้น โพธิ์(เป็นก้อน Mass) เป็นความ contrast ของ massและ เส้น ได้ดี

ส่วนองค์พระเจดีย์ภายในบรรจุพระบรมเกศาธาตุ  วัดนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของกู่ช้างนพ ช้างในพระนางจามเทวีอีกด้วย

ลวดลายที่ประดับตกแต่งเป็นลายดอกไม้บูชาทั้งหมด  ฐานเสาก็ยังเป็นกลีบดอก

วิหารเป็นวิหารโถงซึ่งเป็นแบบล้านนา   วิหารหลวงและวิหารล็กๆจะเชื่อมต่อกันเป็น open space และเชื่อมกับ spaceภายในบ้างเป็นการกำหนด space ของลานโล่งและวิหารต่างๆ …ซึ่ง spaceของไทยนั้น มองแล้วจะเป็น open spaceไปกับระนาบ

สมัยก่อนเมื่อเข้าไปจะพบลานทรายกว้าง และมีต้นตาลและต้นโพธิ์เชื่อมกันไป แต่ปัจจุบันปูอิฐที่พื้นแทน  ทำให้ลานทรายด้านหน้าไม่เชื่อมต่อกับลานต้นโพธิ์-ต้นตาลด้านหลัง…ความเจ๋งหายไป!

จะเห็นได้ว่า…

–   วัดนี้มีการวางผังที่ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม  และเข้าใจความเป็นพื้นถิ่น  …แม้จะมีการบูรณะมากมายแต่ยังรักษาระบบโครงสร้างเดิมอยู่

–   space โล่งโปร่งและมีความต่อเนื่องของ space

–    เน้น “open space” และ space ภายในอาคาร สัมพันธ์กับ “ความรู้สึกสงบ แต่ไม่อยู่กับที่”

–   เห็นความสัมพันธ์ของ ลาน วิหาร กำแพงแก้ว และ Landscape


ถึงจุดที่3 “วัดปงยางคก”จ. ลำปาง

คนทางเหนือให้ความสำคัญกับ”ต้นโพธิ์” ตั้งแต่โบราณ (โดยเฉพาะลำปาง) —>สัญลักษณ์ของวัดคือลานโพธิ์

ซึ่งมีต้นโพธิ์ก็ต้องมีต้นตาลคู่กันไป เพื่อความ contrastของเส้นและ ก้อน mas(ในแง่Design)  และทางการใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน

วิหารเป็นวิหารโถงไม้รูปแบบล้านนา  มีขนาดเล็กๆแบบชาวบ้านๆ  แต่ก็ตกแต่งสวยงาม ส่วนหลังคาวิหารมีการลดชั้นด้านหน้า 3 ชั้น ด้านหลัง 2 ชั้น

วัดทางเหนือมักไม่ตีฝ้าเพดาน จะโชว์ pattern ของระบบและจังหวะของโครงสร้าง ส่วนกลอนและแปจะมีลายประดับ

ภายในวิหารไม่ทำฝ้าเพดาน  จะเห็นการตกแต่งสวยงามด้วยการเขียนลายด้วยสีทองที่เสาและโครงสร้างหลังคา ซึ่งตัดกับลายพื้นผิวการเรียงกระเบื้อง ตัวไม้พวกดั้ง เสาและกลอนจะมีความแวววาว แต่ผนังไม่มีลวดลาย  มีการก่อกำแพงคอนกรีตทึบอีกด้านเพื่อเป็นอาสนสงฆ์

มี spacial form ตรงที่มีการเจาะช่องผนังครึ่งเดียวจากด้านบน เรียกว่า”ฝาย้อย” ทำให้เมื่อเดินเข้าไปในวิหารต้องก้มหัวให้คนที่เข้ามารู้สึกเคารพนอบน้อม    ..ห้วงspaceภายในของหลังคามีความเชื่อมต่อกัน ซึ่ง spaceถูกกำหนดด้วยโครงสร้างหลังคา           spacial formของฝาผนัง จะเป็นการค่อยๆลด Detail ลงมาจากผนังส่วนที่ติดหลังคา โดยแบ่งเป็น 3ส่วนคือ ส่วน1(บนสุด) เสาและตัวกลอน ตกแต่งแน่นและงดงามมาก   ส่วนที่ 2 ลงมาจะเป็นแบบเรียบไม่ตกแต่ง  ..ส่วนที่3 (สุดท้าย) จะเจาะว่างช่องทะลุ เชื่อมกับ space ธรรมชาติด้านนอก (เป็นการเสริม Interior space) ทำให้เกิดเรื่องราว

สรุป..

– อาคารเป็นแบบเปิดโล่ง เชื่อมspaceกับลานกรวด  ในปัจจุบันใช้กรวดแทนทรายรอบๆวิหาร ซึ่งเป็นรูปแบบของญี่ปุ่นซึ่งสวยงามแต่ใช้งานไม่ดี

– สิ่งสำคัญของที่นี่  คือ  ความต่อเนื่องของspace ในการเชื่อมต่อลานโพธิ์ กับตัววิหาร

– เป็นวัดที่ Decorate แน่นมาก

– เป็นวิหารโถง มีจังหวะจากอาคารไปสู่ open space

สุดท้ายของวัน  …เอ้า ลงงงง!!!

แวะดูบ้านชาวบ้านแบบพื้นถิ่นของจ.ลำปาง

หลังแรกเป็นบ้านท้องถิ่นแบบล้านนา   มีการทำผนังยกขึ้นเป็นที่วางของด้วย  ใช้ spaceส่วนใต้ถุนเป็นห้องนั่งเล่นทำกิจกรมต่างๆเวลากลางวัน  มีสนามหญ้ากว้างๆด้านหลัง
หลังสอง  ข้างหน้ามีครัวเป็นเพิงเล็กๆ ข้างบ้านมีการปลูกพืชผักสวนครัว   ด้านหลังใต้ถุนบ้านมีเล้าหมูเล็กๆ
มีลานดินกว้างๆสะอาด(เพราะต้องกวาดทำความสะอาดทุกวัน) อยู่ตรงกลางเป็นลานอเนกประสงค์
หลังสาม  หลังนี้มี”ฝาไหล” ที่เปิด-ปิดได้(รูปล่างรูปที่4) ไม่เคยเห็นมาก่อน เจ๋งดี   สามารถเปิดให้ลมเข้าได้ และก็เป็นผนังบ้านได้ด้วย
หลังสุดท้าย  ขับรถเข้ามาในทุ่งนา พี่แป๊ะโคดเก่งทางอย่างเล็กอ่ะ  เป็นหลังใหญ่โดดๆติดกับทุ่งนา  เจ้าของเป็นฝรั่งมังค่าดูท่าจะรวยใช่ย่อย  ฮ่าๆ
…บ้านเรือนของชาวบ้านที่เป็นงานพื้นถิ่นจะเห็นการใช้วัสดุและการออกแบบดีเทลไม้ ซึ่งเป็นวัสดุจากธรรมชาติทั้งนั้นดูเหมือนทำง่ายๆ  แต่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่คิดมาแล้วใช้ประโยชน์ได้มากมาย เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ  ส่วนใหญ่จะยกใต้ถุนบ้านเพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆ  แต่ละหลังก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไป  … เจ๋งจริงๆ
แดดดหมด ..นั่งรถกลับละ เดินแทบไม่ไหว อย่างเหนื่อยยยย~~~~

Previous Older Entries

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น