Colonial Style (สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล)

Colonial Style   (สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล)

” colonial = colony architecture
“ สถาปัตยกรรมที่มาจากการเข้าไปยึดครองของฝรั่ง
เกิดเป็นการสร้างบ้านแบบฝรั่งผสมกับท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคม

Colonial Style ในต่างประเทศ


Colony แปลว่า อาณานิคม เมืองขึ้น หรือหัวเมืองประเทศราช

ส่วน Colonial เป็นคำ adjective แปลว่า เกี่ยวกับอาณานิคม ดังนั้นคำว่า Colonial Style จึงหมายถึงศิลปะแบบอาณานิคม  ซึ่งในยุคล่าอาณานิคมมหาอำนาจชาวตะวันตก เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ ได้เข้ามาปลูกสร้างอาคารต่างๆเอาไว้ในเมืองขึ้นของตน สรุปคร่าวๆ ก็คือ Colonial Style เป็นศิลปะแบบตะวันตกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคม ซึ่งพบเห็นได้ในแถบประเทศเพื่อนบ้านของเรา
แต่สำหรับ “สยาม” เราไม่เคยเป็นอาณานิคมของใคร ถึงกระนั้นสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุคนั้นก็เข้ามายังสยามด้วยเหมือนกัน  รูปแบบของสถาปัตยกรรมจึงมีลักษณะผสมผสาน Colonial style ของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน แต่ละพื้นที่จะได้รับอิทธิพลของช่างพื้นถิ่นเข้าไปผสมอยู่ด้วย

Colonial Style ในกรุงเทพฯ


สถาปัตยกรรมรูปแบบโคโลเนียลสไตล์เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เริ่มแพร่ขยายเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5-6  ซึ่งผู้คนในสมัยนั้นมักจะเรียกกันอย่างติดปากว่า  “ตึกฝรั่ง”

ซึ่งรูปแบบของอาคารแบบโคโลเนียลนั้นจะมีความหลากหลายตามอิทธิพลที่มาจากต่างแหล่งกลุ่มชนกัน  เนื่องจากในเบื้องต้นนั้น รูปแบบโคโลเนียล ก็คือ การนำเอาสถาปัตยกรรมของประเทศแม่ไปก่อสร้างในดินแดนอาณานิคม แล้วจึงค่อยปรับรูปแบบสู่ลักษณะที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ตามสภาพอากาศในแต่ละพื้นถิ่น  ดังนั้นอาคารรูปแบบนี้จึงสามารถเรียกอีกชื่อได้ว่า เป็น “สถาปัตยกรรมอาณานิคม ”  ดังตัวอย่างอาคารโคโลเนียลหลายหลังที่ยังคงมีลักษณะของอิทธิพลคลาสสิคอยู่ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มโรแมนติค เช่น อาคารที่มีการประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุ ที่เรียกกันว่า “เรือนขนมปังขิง”   ซึ่งรูปแบบโคโลเนียลนี้ในช่วงแรกได้เข้ามาพร้อมกับกลุ่มมิชชันนารี ที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในดินแดนอาณานิคมและดินแดนใกล้เคียง จึงสามารถจัดรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบมัชชันนารี ( Mission Style ) ให้เข้าไว้ในกลุ่มนี้ได้ด้วย

เรามักอนุโลมเรียกบ้านเรือนที่ปลูกสร้างโดยชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมว่าเป็น “ศิลปะแบบอาณานิคม” หรือ “อาคารแบบโคโลเนียล” (Colonial Style) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ด้านหน้าของอาคารชั้นล่างมักทำช่องโค้ง (arch) ต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดการเดินเท้า ที่ภาษาไทยเรียกทับศัพท์ว่า “อาเขต” (arcade) หรือที่ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “หง่อคาขี่” หมายถึงทางเดินกว้างห้าฟุต
นอกจากอาเขตแล้ว อาคารแบบโคโลเนียลยังอาจนำลวดลายบางอย่างของศิลปะตะวันตกสมัยกรีก โรมัน ที่เรียกว่า “สมัยคลาสสิก” มาใช้ใหม่ เช่น หน้าต่างวงโค้งเกือกม้า หรือหัวเสาแบบโยนิก หรือไอโอนิก (แบบม้วนก้นหอย) และคอรินเทียน (มีใบไม้ขนาดใหญ่ประดับ) เป็นต้น ทำให้นักวิชาการบางท่านซึ่งไม่ชอบคำว่าสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล เพราะมีลักษณะของการกดขี่แฝงอยู่ เลี่ยงมาใช้คำว่า “นีโอคลาสสิก”แทน เนื่องจากเป็นคำกลางๆที่ใช้เรียกงานศิลปะซึ่งนำรูปแบบคลาสสิกกลับมาใช้อีกครั้ง

รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ มักมีลักษณะเด่นในการออกแบบรูปทรงอาคารดังนี้

1. รูปทรงอาคารเป็นลักษณะสี่เหลี่ยมแบบสมมาตร (square and symmetrical shape)

2.มีการเน้นประตูทางเข้าที่กึ่งกลางอาคาร (central door)

3. มีการใช้ชุดเสาสูงเป็นแนวรับชายคากว้าง (colonnade) ป้องกันแดด ลม ฝน และเป็นซุ้ม เพื่อเน้นบริเวณทางเข้า-ออก

4. มีการออกแบบแนวเส้นประตูหน้าต่างของบ้านให้เป็นระเบียบในแนวเดียวกัน ผนังส่วนใหญ่เป็นผนังไม้ตีซ้อนเกล็ด สลับไปกับโครงสร้างปูน อาจประดับตกแต่ง ด้วยบัวปูนปั้นรอบชายคา บัวหัวเสา หรือรอบกรอบหน้าต่าง

5. มีระเบียงโดยรอบ

Colonial Style ในกรุงเทพฯ

Colonial Style ในกรุงเทพฯ


“สไตล์โคโลเนียล โดยตัวมันเองก็เป็นการผสมความต่างระหว่างชาติตะวันตกกับท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่แถบนี้

ยังมีแอฟริกา จีน และอินเดีย อีกด้วย

ตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพล Colonial Style

French colonial ที่ลาว

French colonial ที่เวียตนาม

French colonial ที่กัมพูชา

British Colonial ที่พม่า

ลองมา ดู 1 ตัวอย่างประเทศไกลๆอย่างบราซิล

Paraty หมู่บ้านประวัติศาสตร์เล็ก ๆ บนชายฝั่งประเทศบราซิล เป็นเมืองอาณานิคมของโปรตุเกส


ตัวอย่างอาคาร Colonial Style ในประเทศไทย

1. The Eugenia

ประเภทอาคาร : โรงแรม

สถานที่ตั้ง : ซอยสุขุมวิท 31  กรุงเทพฯ

เจ้าของโครงการ :   Yu-Ching Yeh หรือ Eugene   เป็นดีไซเนอร์ชาวไต้หวัน

จำนวนห้องพัก :   12ห้อง

ราคาห้องพัก :   5,800-7,200 บาท

เปิดบริการ : ปี พ.ศ.2549

รางวัล : นิตยสารท่องเที่ยวชื่อดัง “Conde Nast Traveller” ยกให้โรงแรมแห่งนี้ เป็น 1 ใน Hot List ประจำปี 2007

อาคาร 3 ชั้น สีนวลดูโดดเด่นด้วยต้นปาล์ม 2 ต้นตั้งตระหง่านหน้าบ้าน  ดูแตกต่างจากอาคารบ้านเรือน ร้านค้า และออฟฟิตต่างๆสไตล์ Modernในบริเวณใกล้เคียง  ด้วยจั่วหลังคาและตึกสไตล์ยุโรปโบราณ ที่ดูแปลกตา ให้อารมณ์ราวกับบ้านพักตากอากาศของคหบดีชาติตะวันตก ในยุคอาณานิคม  เป็นโรงแรมที่อบอวลด้วยความสุนทรีย์แห่งการประสานศิลป์จากฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกตามสไตล์โคโลเนียล

ภายในล้วนมีแต่เฟอร์นิเจอร์วินเทจ (Vintage) ในยุคโคโลเนียล   และเกือบทุกชิ้นล้วนเป็นของเก่าของสะสม ซึ่งยูจิน เพียรเสาะแสวงหามาสะสมจากหลากหลายประเทศตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี  ซึ่งได้แก่ โซฟาหนังจากเบลเยียม ตู้เย็นไม้จากบราซิล เตียงสไตล์บริติชโคโลเนียลจากเบลเยียม ผ้าทอพื้นเมืองสไตล์แอฟริกัน ประตูไม้เก่าจากอินเดีย กรอบประตูจากซานฟราน ซิสโก เก้าอี้โบราณจากกัมพูชา โต๊ะเก่าจากนิวยอร์ก บันทึกโบราณจากพม่า โคมไฟจากอินเดีย เก้าอี้เก่าจากจีนที่ตกทอด มาจากพ่อของเขา ฯลฯ
บรรจุ “ความโบราณ” ลงในรายละเอียดต่างๆ  เช่น  สวิตช์ไฟเก่าแบบที่มักเห็นตามพระที่นั่งในยุครัชกาลที่ 5-6 ร่วม 300 ชิ้นที่ใช้ในโรงแรม เจ้าของต้องลงแรงไปรื้อสต็อกและเก็บสะสมมาจากโรงงานหลายแห่งในเยาวราช หรืออ่าง อาบน้ำอะลูมิเนียมสไตล์วิกตอเรียนก็ต้องลงทุนไปจ้างช่างฝีมือชาวอินโดนีเซียสร้างเลียนแบบของเก่า หรือพื้นไม้ก็ไปซื้อไม้ที่เป็นบ้านเก่าของชาวนาทางภาคเหนือของไทย เป็นต้น
กระทั่งรถที่ใช้รับ-ส่งแขกของโรงแรม   เจ้าของยังเลือกใช้รถคลาสสิกอย่าง Mercedes Ponton 220S ปี 1958 และ Mercedes postwar 220 ปี 1964 หรือ Jaguar MK VII ปี 1953 และ Jaguar S-type ปี 1964 หรือจะเป็น Daimler Limousine รุ่น DS 420 ปี 1971 เป็นต้น

2. โรงแรม “ปิง นครา”

ประเภทอาคาร : โรงแรม

สถานที่ตั้ง : ถนนเจริญประเทศ  จ.เชียงใหม่

เจ้าของโครงการ     :    คุณชัยรัตน์ อัศวางกูร

จำนวนห้องพัก :    19 ห้อง

ราคาห้องพัก :    4,900-6,900 บาท

ระยะเวลาในการก่อสร้าง :  ประมาณ 5 ปี

รางวัล : รางวัล  ‘Recommended Designed Hotel Award’ และรางวัล ‘Architecture Excellence Award’ จากสมาคมสถาปนิกล้านนาฯ

โรงแรมปิงนครา มีจุดเด่นคือสีขาวของอาคาร ลายฉลุบนเนื้อไม้แบบล้านนา ที่สามารถมีเรื่องราวเล่าประกอบได้ไม่รู้จบ เช่น ลายสลักรูปช้างลากซุงสะท้อนถึงอดีตที่เชียงใหม่หรือเขตแม่น้ำปิงในบริเวณตั้งแต่วัดเกตุไล่ลงมาถึงวัดชัยมงคลเป็นที่มีช้างล้างซุงไม้สัก

โรงแรมปิงนคราฯ เป็นโรงแรมบูติกที่มีสไตล์โดดเด่น มีห้องพัก  19 ห้อง  เป็น Deluxe 8 ห้อง Grande Deluxe 7 ห้อง Grande Deluxe with Jacuzzi 4 ห้อง

3. Spanish Colonial House style

ประเภทอาคาร : บ้านพักอาศัยริมทะเล

ลักษณะอาคาร :   บ้านหรู 2 ชั้น  3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ

สถานที่ตั้ง : อ.เมือง จ.ภูเกต

ราคา :   25,800,000บาท

พื้นที่รวมทั้งหมดของที่ดิน :  522 sq.m.

พื้นที่รวมทั้งหมดของบ้าน :   420 sq.m.

4.อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่

ประเภทอาคาร : ศูนย์การสอนภาษาอังกฤษ

สถานที่ตั้ง : 198 ถนนบำรุงราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50000

ผู้ครอบครอง :   บริติชเคานซิล เช่าจาก คุณชาตรี ชัยมงคล

รางวัล : รางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก’ 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล

สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ยกย่อง บริติช เคานซิล องค์กรเพื่อโอกาสทางการศึกษาและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจากสหราชอาณาจักร ให้อาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นจากงานสถาปนิก 49 ในการรักษาอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 ไว้เป็นอย่างดี

บริติช เคานซิล เชียงใหม่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น หลังคามะนิลา รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบโคโลเนียล  อาคารหลังนี้ก่อสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นช่วง พ.ศ. 2480 เดิมเคยเป็นอาคารที่ทำการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเชียงใหม่ ซึ่งยังมีหลักฐานคือตู้เซฟ มีตราประทับว่า London Queen Victoria ยังคงอยู่ในอาคาร ต่อมาเมื่อธนาคารได้ย้ายไปอาคารก็ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง จนเมื่อ 15 ปีที่แล้ว บริติช เคานซิล ได้เช่าอาคารนี้จากเจ้าของ คือคุณชาตรี ชัยมงคล และได้ใช้เป็นอาคารที่ทำการของบริติช เคานซิล เชียงใหม่ มาจนปัจจุบัน
บริติช เคานซิล ได้ดูแลรักษาอาคารนี้เป็นอย่างดี และได้ออกแบบปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยมีแนวคิดรักษารูปแบบภายนอกไว้ตามเดิม แต่ตกแต่งปรับปรุงภายในให้ทันสมัยขึ้น และเหมาะสมต่อการใช้สอยในปัจจุบัน

5. ตำหนักริมน้ำ ธนาคารแห่งประเทศไทย

River Pavilion, Bank of Thailand

สถานที่ตั้ง : ธนาคารแห่งประเทศไทย  273 ถนนามเสน  เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ผู้ออกแบบ :   นายเอมิลิโอ โจวานนี กอลโล (Emilio Giovanni Gollo) วิศวกรชาวอิตาลี

ผู้ครอบครอง :   ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2457

ตำหนักริมน้ำ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโดยก่อสร้างยื่นออกไปในแม่น้ำ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเขตวังเทวะเวสม์  ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย  ตัวอาคารเป็นเรือนไม้  รูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล   ผนังตกแต่งด้วยการตีคิ้วไม้แบ่งผนังเป็นช่วงจังหวะ  ตัวเรือนมีหน้าต่างโดยรอบ ด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นระเบียงอยู่หลังช่วงเสาลอยติดตั้งแผงกันแดดเกล็ดไม้โปร่ง รับด้วยไม้ฉลุตกแต่ง  บรรยากาศของเรือนดูโปร่งสบายและกะทัดรัดสวยงาม

ตามประวัติ  ตำหนักนี้เคยเป็นที่ประทับของพระธิดาพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  เสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงการต่างประเทศในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระธิดาพระองค์นี้ประชวรเป็นโรคติดต่อจึงได้จัดให้ประทับที่ตำหนักแยกต่างหาก  หลังจากพระองค์ท่านสิ้นพระชนมม์  เรือนก็ถูกทิ้งร้าง  ต่อมาได้ใช้เป็นทำการกองมาลาเรียของกระทรางสาธารณสุข  จนปี 2539 จึงได้โอนมาเป็นส่วนหนึ่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ซึ่งได้ดำเนินการบูรณะเพื่อใช้เป็นเรือนรับรองและจัดเลี้ยงมาจนปัจจุบัน

6. โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลิน โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย

(Ursulin Church and Convent, Mater Dei School)

ประเภทอาคาร : โรงเรียน

สถานที่ตั้ง : ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :   โรงเรียนมาแตร์เดอี

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469

โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2469  โดยคุณแม่มารี เบอร์นาร์ด มองแซล ส่วนโบราณสถานสำคัญในบริเวณโรงเรียน คือ โบสถ์และสำนักแม่ชีอุรสุลินนั้น ได้ตั้งอยู่ในที่ดินก่อนแล้วและไม่ทราบประวัติการก่อสร้างหรือเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของเดิมของอาคารแต่อย่างใด

รูปแบบของอาคารก็มีคุณค่าในตัวเอง โดยลักษณะสถาปัตยกรรมแบบดัทช์โคโลเนียล เป็นอาคารไม้หลังคาจั่ว ช่วงกลางเป็นหอคอยสูง 3 ชั้น และปีกซ้ายเป็นหอคอยสูง 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้อง ที่พิเศษคือหลังคาหอคอยด้านซ้ายมุงกระเบื้องเป็นลวดลายรูปไม้กางเขน หน้าจั่วตกแต่งด้วยไม้ฉลุ     อาคารนี้นับเป็นอาคารหลังแรกของโรงเรียนที่เคยใช้บางส่วนเป็นห้องนอนนักเรียนประจำ  ปัจจุบันใช้เป็นโบสถ์ เป็นที่พักอาศัยของแม่ชี เป็นห้องพยาบาล และเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ และทรงเคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนนี้ในปี พ.ศ. 2475

7. สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

(The Dutch Embassy Residence)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต

สถานที่ตั้ง : 106  ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์
บ้านพักเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ตัวอาคาร 2 ชั้น หลังคาจั่ว  และมีส่วนหนึ่งเป็นหอคอยสูง 3 ชั้นลักษณะเด่นคือหลังคาที่มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในส่วนหอคอย และการตกแต่งด้วยไม้แกะสลักและเสาประดับที่ยอดจั่ว     บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านของนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์หลวงชาวฝรังเศส ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาใน พ.ศ. 2456 ดร.ปัวส์ได้ย้ายไป พระองค์เจ้าบวรเดชจึงทรงเป็นเจ้าของสืบต่อมา หลังจากนั้นในปี 2476 พระองค์เจ้าบวรเดชได้ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศแต่บ้านยังสืบทอดมาในสายตระกูลของท่านและเคยใช้เป็นที่อยู่ของบาทหลวงคาทอลิก  เป็นที่ตั้งสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ  และที่อยู่ของทหารอังกฤษในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงคราม รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ซื้อบ้านหลังนี้ในปี พ.ศ. 2491  เพื่อใช้เป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพียงสถานกงสุลมาตลอด

8. สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ

(British Embassy)

ประเภทอาคาร : สถานเอกอัครราชทูต

สถานที่ตั้ง : ถนนวิทยุ  กรุงเทพฯ

ผู้ออกแบบ :   นายวิลเลียม อัลเฟรด เร วูด (William Alfred Rae Wood)

ผู้ครอบครอง :   สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2469

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ  ตั้งอยู่ ณ ถนนวิทยุ บนที่ดินที่สถานกงสุลอังกฤษได้ซื้อจากนายเลิศ (พระยาภักดีนรเศรษฐ)  เมื่อปี พ.ศ 2465  จากนั้นก็ได้ดำเนินการออกแบบอาคารโดย นาย ดับเบิลยู. เอ. อาร์. วูด  รองกงสุล เป็นผู้วางแนวทางในการออกแบบ และ The British Ministry of Worksประเทศอังกฤษ ออกแบบและรายละเอียด

การก่อสร้างอาคารเริ่มในปี 2466 แล้วเสร็จในปี 2469  ในสมัยที่เซอร์ โรเบิร์ต เกรก เป็นกงสุลใหญ่ ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมโคโลเนียลผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขกลาง ที่จั่วมุกกลางประดับตราแผ่นดินอังกฤษ ออกแบบโดยเน้นความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างและช่องระบายอากาศ การตกแต่งเป็นปูนปั้น และไม้ฉลุ ภาพรวมดูสง่างาม มั่นคง และภูมิฐาน อาคารนี้ชั้นล่างใช้เป็นที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ชั้นบนเป็นบ้านพักเอกอัครราชทูต  ซึ่งเป็นการใช้สอยที่สืบเนื่องมาตลอดตั้งแต่แรกสร้างอาคาร

9. หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

( Chiang Mai Hall of Art and Culture)

สถานที่ตั้ง : ถนนพระปกเกล้า  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ครอบครอง :   เทศบาลนครเชียงใหม่

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2467

หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นสะดือเมืองครั้งสมัยพญามังราย และเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิล ก่อนที่พระเจ้าติโลกราชจะโปรดให้ย้ายเสาอินทขิลไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวงต่อมาในสมัยเจ้าอินทวิชยานนท์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ได้ย้ายหอคำมา ณ ที่นี้ เรียกว่า คุ้มกลางเวียง  เมื่อเจ้าอินทวิชยานนท์ถึงแก่พิราลัย  หอคำและที่ดินจึงตกแก่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี  ซึ่งต่อมาได้ประทานให้เป็นศาลารัฐบาลหรือที่ทำการรัฐบาลเคยใช้เป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ และศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตามลำดับจนศาลากลางย้ายไปในปี 2539  ต่อมาในปี พ.ศ. 2540  เทศบาลนครเชียงใหม่ได้เข้ามาปรับปรุงเพื่อใช้เป็นหอศิลปวัฒนธรรม

ตัวอาคารก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2467 เป็นอาคารแบบโคโลเนียล  ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมลานโล่ง 2 ลาน ทางด้านหน้าและลานใหญ่ทางด้านหลัง ทางเข้าอยู่กึ่งกลางด้านหน้า  ภายใต้ส่วนที่เป็นระเบียงยื่นจากชั้นบน เหนือระเบียงนี้เป็นมุขหลังคาจั่วอิทธิพลนีโอปัลลาเดียน  หน้าจั่วประดับตราครุฑ  อันสืบเนื่องมาจากการที่อาคารนี้เคยใช้เป็นศาลากลางจังหวัด  หลังคามุงกระเบื้องว่าว  ภายในอาคารส่วนที่ล้อมลานโล่งทำระเบียงรองทั้ง 2 ชั้น ตัวอาคารตกแต่งด้วยคิ้วบัวปูนปั้น  และราวลูกกรงปูนปั้นแบบเรียบง่าย  แต่ดูสง่างาม ภูมิฐาน     หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ก่อนก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบัน การนำเสนอทันสมัยน่าสนใจ  นับเป็นการประยุกต์ใช้อาคารประวัติศาสตร์ที่ดีได้อีกรูปแบบหนึ่ง

10. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

(Ubon Ratchathani National Museum)

สถานที่ตั้ง : 318 ถนนเขื่อนธานี ตำบลในเมือง  อำเภอเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี

ผู้ครอบครอง :  กรมศิลปากร

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2461

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัดแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมศิลปากรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นสถาบันด้านการอนุรักษ์ จัดแสดงและเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น     อาคารพิพิธภัณฑ์นี้เดิมเป็นศาลากลางจังหวัด ก่อสร้างขึ้นเมือ พ.ศ.2461รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบนีโอปัลลาเดียน เป็นอาคารชั้นเดียว หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว หันหน้าทางทิศเหนือ คือหันเข้าหาทุ่งศรีเมืองเน้นทางเข้าที่มุขด้านหน้าซึ่งมีแผงประดับรูปโค้งตกแต่งด้วยปูนปั้นมีตัวอักษรปูนปั้นเขียนว่า “ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี” และมีครุฑประดับที่ส่วนยอด     ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ศาลากลางจังหวัดนี้ก็คับแคบไม่พอเพียงต่อการใช้สอยทางจังหวัดจึงได้ก่อสร้างศาลากลางหลังใหม่ขึ้น ณ ด้านตะวันตกของทุ่งศรีเมือง และย้ายที่ทำการไปเมื่อ พ.ศ. 2511 ศาลากลางเก่าจึงได้ใช้เป็นที่ทำการหน่วยงานราชการอื่นๆ จนถึงพ.ศ.2526 นายบุญช่วย ศรีสารคาม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบอาคารศาลากลางเก่านี้แก่กรมศิลปากร เพื่อจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัด และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี เมื่อวันที่30มิถุนายน 2532

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขานครลำปาง

(พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย)

Commercial Bank Plc, Lampang Branch

(Thai Bank Museum)

สถานที่ตั้ง : ถนนฉัตรไชย ตำบลสบตุ๋ย  อำเภอเมือง  จังหวัดลำปาง

ผู้ครอบครอง :  ธนาคารไทยพาณิชย์  จำกัด (มหาชน)

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2473

รางวัล :  สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2540

ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขานครลำปาง  ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยนั้นเป็นอาคาร 2 ชั้น สถาปัตยกรรมโคโลเนียล ลักษณะเด่นคือมีมุขยื่นด้านหน้ารับด้วยเสาลอยและพื้นที่ชั้นล่างเคยเป็นที่ทำการธนาคาร ส่วนชั้นบนเป็นที่พักของผู้จัดการสาขา  โดยแบ่งพื้นที่ให้มีผนังเกล็ดไม้โดยรอบเพื่อช่วยในการระบายอากาศและมีระเบียงรอบ     สถานที่นี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นธนาคารแห่งแรกในจังหวัดลำปาง และเป็นธนาคารแบงค์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด (ปัจจุบันคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)  สาขาที่ 3 ในประเทศไทย  ต่อจากสาขาทุ่งสงและสาขาเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยดำริของคณะกรรมการธนาคารดังกล่าว  ซึ่งมีพระยาไชยยศสมบัติเป็นกรรมการ ได้เล็งเห็นว่านครลำปางมีความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจทั้งด้านการค้าและการป่าไม้ แต่ขาดแคลนเงินบาทและเงินเหรียญไทย  ประชาชนต้องใช้เงินรูปีของพม่าซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ  ทำให้เกิดการเสียดุล  ธนาคารจึงได้ก่อสร้างที่ทำการสาขานครบำปางเมื่อปี พ.ศ.2473 เป็นที่ทำการมาโดยตลอด

นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่พักของอดีตผู้จัดการสาขา  บางท่านเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  ศิลปินแห่งชาติ  สาขาวรรณศิลป์  ก็พักที่นี่ระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลำปาง     ในปี พ.ศ. 2540 ธนาคารได้ก่อสร้างที่ทำการใหม่ในบริเวณด้านข้างของอาคาร  ส่วนอาคารนี้ก็ได้ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย  มีการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเงิน การธนาคาร จำลองห้องทำงานธนาคาร ห้องพักผู้จัดการในอดีต  และโดยเฉพาะตัวอาคารเอง ก็เป็นอาคารประวัติศาสตร์

12. บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง

สถานที่ตั้ง : 139 ซอยเทียนเซี้ยง (สาทร 7) ถนนสาทรใต้ เขตสาทร กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง :  นายเกษม จาติกวณิช  

ปีที่สร้าง : ปี พ.ศ.2453

รางวัล :  อาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปีพ.ศ. 2525

บ้านเลขที่ 139 ซอยเทียนเซี้ยง เป็นบ้านของคุณเกษม จาติกวณิช เป็นบ้านไม้สักทั้งหลัง รูปแบบสถาปัตยกรรมสามารถจัดเข้ากลุ่มโคโลเนียล ดำ-ขาว (Black and White House) คือแบบที่ผสมผสานลักษณะพื้นถิ่นเข้ากับสถาปัตยกรรม half-timber ของอังกฤษ โดยใช้โครงไม้สีดำเป็นกรอบของผนังสีขาวแทนส่วนที่เป็นผนังฉาบปูน หลังคามะนิลา หน้าต่างเป็นบานเกล็ดไม้ ลักษณะโดยรวมเรียบง่าย     บ้านหลังนี้ได้สร้างขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลังที่คุณพระโลหะ (พระยาพิษณุแสน) ซื้อเลหลังมาจากบริษัท บอมเบย์เบอร์มา  เพื่อสร้างเป็นที่พักอาศัยในราว พ.ศ. 2453 ต่อมาได้ขายบ้านหลังนี้ให้กับพระยาอธิกรณ์ประกาศ บิดาของคุณเกษม จาติกวณิช และได้ต่อเติมเฉลียงในช่วงนั้น ส่วนหลังคาบ้านเดิมเป็นกระเบื้องว่าว แต่ในคราวซ่อมแซมบ้านปี 2533ได้เปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอน

13. บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

(French Embassy Residence)

สถานที่ตั้ง : ซอยโรงภาษี  ถนนเจริญกรุง  กรุงเทพฯ

ผู้ครอบครอง    :  สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส

ปีที่สร้าง : ช่วงรัชการที่ 4

บ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส  เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตัวอาคารโครงสร้างไม้สูง 3 ชั้น มีมุขหน้า สูง 2 ชั้นและมีบันได้ทางขึ้นจากภายนอกทาง 2 ปีกของมุข ที่จั่วมุขประดับอักษรย่อ fr  หมายถึง Franace(ประเทศฝรั่งเศส)  ชายคาตกแต่งด้วยลูกไม้และไม้แกะสลักค่อนข้างเรียบง่าย ดูโปร่งสบายด้วยระเบียงที่มีอยู่ทุกชั้น  รูปทรงและรายละเอียดต่างๆ ทำให้อาคารดูเป็นกันเองและน่าอยู่      ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเวลาก่อสร้างอาคารที่แน่นอน แต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 ราว พ.ศ. 2400  บ้านหลังนี้ก็เป็นที่อยู่ของกงสุลฝรั่งเศสอยู่แล้ว สันนิษฐานว่าอาจเป็นบ้านหลวงที่อนุญาตให้กงสุลพักและต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบ้านและที่ดินให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2418

แต่เดิมบ้านนี้ใช้เป็นทั้งที่ทำการสถานทูต และบ้านพักเอกอัครราชทูต  แต่เมื่อที่ทำการสถานทูตย้ายไปอยู่ที่อาคารใหม่ บ้านนี้จึงใช้เป็นบ้านพักเพียงอย่างเดียว และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงปี 2502 – 2511 และต่อมาได้มีการปรับปรุงการตกแต่งภายในให้มีรูปแบบที่ทันสมัยแปลกไปจากเดิม

จบแล้วค่า ….  ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: